วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ปฏิทินวัฒนธรรม จ.ตราด

ประเพณีทำบุญส่ง ปล่อยเรือน้ำไหล

ประเพณีทำบุญส่ง ปล่อยเรือน้ำไหล เป็นประเพณีจัดในเดือนเมษายน ช่วงสงกรานต์ หรือหลังวันสงกรานต์ ของชาว อ.คลองใหญ่ การจัดงานจะมี 2 วัน ก่อนวันงานชาวบ้านจะช่วยกันต่อเรือเล็ก ยาวประมาณ 1 เมตร สำหรับใส่ข้าวปลาอาหาร ข้าวปลาอาหารแห้งทั้งหลายที่ใส่ในเรือเชื่อกันว่าเป็นการเซ่นไหว้ผีและเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย บางแห่งมีการก่อกองทราย มีการตกแต่งประดับกองทรายให้สวยงามด้วยดอกไม้ ประพรมน้ำหอมกองทราย ในวันรุ่งขึ้น เป็นวัน ปล่อยเรือ จะมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้า พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จุดประทัด แล้วจึงปล่อยเรือ ในวันนี้จะมีการสรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ หลังจากถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ชาวบ้านรับประทานอาหารร่วมกัน บางแห่งมีการแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน เช่นชุมชนบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จัดให้มีการวิ่งวิบาก ชักคะเย่อ วิ่งกระสอบ ปิดตาตีหม้อ ส่งยาง มวยทะเล ส่วนในภาคกลางคืน มีการรับประทานอาหาร ร้องเพลงร่วมกัน (ชลพรรษ โภคสมบัติ, 2548 : 180)

งานศาลเจ้าแม่ทับทิม

งานศาลเจ้าแม่ทับทิม (เจ้าแม่คลองใหญ่) จัดทุกๆ ปีในวันขึ้น 8 ค่ำเดือน 12 ตามปฏิทินจีน เป็นระยะเวลา 5 วัน 5 คืน ถือเป็นงานเทศกาลประจำปีของชาว อ.คลองใหญ่ จ.ตราด มีการจัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2507 เป็นต้นมา

เจ้าแม่ทับทิม หรือ เจ้าแม่คลองใหญ่เป็นที่เคารพนับถือของราษฎรอ.คลองใหญ่ โดยเฉพาะชาวประมง ก่อนออกเรือจะต้องบนบานให้เจ้าแม่คลองใหญ่ คุ้มครองให้ปลอดภัย และให้จับสัตว์น้ำให้ได้มาก ส่วนผู้ที่ค้าขายก็บนบานศาลกล่าวขอให้ค้าขายร่ำรวย (ชลพรรษ โภคสมบัติ, 2548 : 179-180)

งานผลไม้และของดีเมืองตราด

งานผลไม้ และของดีเมืองตราด
จัดขึ้นประมาณปลายเดือนพฤษภาคม หรือต้นเดือนมิถุนายนของทุกปีที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ การออกร้านจำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์การเกษตร มีการประกวดผลไม้ต่าง ๆ และผลไม้แปรรูป การแข่งขันกินผลไม้ และมีการแสดงมหรสพตลอดงาน (ข้อมูลจากwww.tat.or.th)

การบวงสรวงเจ้าเกาะช้าง

การบวงสรวงเจ้าเกาะช้าง
เจ้าเกาะช้างหรือบางคนเรียก องค์โค้ หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ เชื่อว่าหากชาวประมงหรือผู้เดินทางผ่านไปมาไม่บอกกล่าวหรือพูดคำหยาบจะทำให้ประสบอันตรายนานาประการ แม้แต่ชาวบ้านเมื่อต้องการให้ฝนตกก็จะบนเจ้าเกาะช้างด้วยเครื่องสังเวย คือ ข้าวเหนียวเปียกแดง 3 บาท ปัจจุบันผู้ที่เดินทางผ่านไปมาจะยกมือไหว้บอกกล่าวให้องค์โค้ช่วยคุ้มครอง (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:153)

เทศกาลงมหอยแม่บ้าน

เทศกาล งมหอยแม่บ้าน
จัดโดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่ ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมืองตราด ในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:218)

พิธีบูชาโต๊ะวารี

พิธีบูชาโต๊ะวารี

โต๊ะวารี หมายถึง ผู้ใหญ่ใจดีที่มากับน้ำ (โต๊ะ หมายถึง ผู้ใหญ่ ลุง ปู่ใจดี วารี หมายถึง น้ำ) พิธีบูชาโต๊ะวารี เป็นความเชื่อของกลุ่มชาวมุสลิมเกี่ยวกับบุคคลในเรื่องปาฏิหาริย์และความศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่พึ่งทางใจ เมื่อทำพิธีบูชาเสร็จจะหยิบทรายโปรยลงบนศีรษะเพื่อเป็นสิริมงคล โดยทั่วไป ทำให้แต่ละปีจะมีการกราบไหว้ 2 ครั้ง คือ ช่วงออกบวชประมาณเดือนมกราคม และช่วงฮัจย์ หลังออกบวช 100 วันการทำพิธีจะทำกันในสถานที่ที่กำหนด มีสิ่งแสดงความเชื่อที่เป็นตัวแทนของโต๊ะวารีตั้งไว้ ปัจจุบันสถานที่ที่ใช้ทำพิธี มีการสร้างแท่นคอนกรีตครอบขอนไม้ไว้แล้วคลุมด้วยทรายสีขาวละเอียด ความเป็นมาของพิธีบูชาโต๊ะวารี มีอยู่ว่า สมัยที่การคมนาคมยังไม่สะดวก จังหวัดตราด
ติดต่อกับจังหวัดหรือหัวเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพ โดยใช้ทางทางทะเล ในแต่ละวันจะมีเรือสำเภานำสินค้าจากรุงเทพมาขายใน จ.ตราด และนำสินค้าจากที่นี่ไปขายยังกรุงเทพ ครั้งหนึ่ง มีชายวัยกลางคน หน้าตาท่าทางใจดี สวมเสื้อธรรมดาแต่โพกศีรษะด้วยผ้าได้ขออาศัยเรือสำเภามายัง จ.ตราด ในเรือลำนั้นมีลูกเรือจำนวนกว่า 10 คน แต่ละครั้งมักจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด ทุกคนต้องใช้น้ำอย่างประหยัด แต่ชายที่ขออาศัยมาด้วยกลับใช้น้ำหมด ทำให้ลูกเรือโมโหมากและคิดจะเข้าทำร้าย ชายคนนั้นจึงได้ใช้เท้าราน้ำแล้วบอกว่า น้ำทะเลจืด แต่ไม่มีใครเชื่อ แต่มีลูกเรืออยู่คนหนึ่งลองชิมน้ำทะเลดูจึงรู้ว่าน้ำได้กลายเป็นน้ำจืด ทั้งหมดต่างพากันประหลาดใจ พากันกราบไหว้ชายผู้นั้นแม้จะถูกร้องห้ามเพราะตนเองนับถือศาสนาอิสลามจะมากราบไหว้ไม่ได้ แต่ลูกเรือทั้งหมดไม่มีใครฟัง ชายผู้นั้นจึงกระโดดลงจากเรือพร้อมแสดงปาฏิหาริย์เดินบนผิวน้ำบริเวณบ้านแหลมมะขาม อ.แหลมงอบ จ.ตราด หลังจากนั้นพ่อค้าและลูกเรือที่ผ่านไปมาบริเวณนี้จะกราบไหว้ขอพร “โต๊ะวารี” ซึ่งหมายถึง ผู้ใหญ่ใจดีที่มากับน้ำ (โต๊ะ หมายถึง ผู้ใหญ่ ลุง ปู่ใจดี วารี หมายถึง น้ำ) นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปาฏิหาริย์อีกหลายเรื่องที่เป็นลักษณะของการพูดอะไรจะได้อย่างนั้น เช่น บอกว่าสินค้าภายในเรือเป็นเกลือ ทั้งที่เป็นน้ำตาล ในที่สุดสินค้านั้นก็กลายเป็นเกลือจริง ๆ เป็นต้น ปาฏิหาริย์เหล่านี้เป็นที่กล่าวขานของชาวมุสลิม (หลังไปเมกกะ) (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:153-154)

งานวันวีรกรรมทหารเรือไทย

งานวันวีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง

เป็นงานฉลองจัดขึ้นเพื่อระลึกถึงการทำยุทธนาวีของกองทัพเรือไทย จัดขึ้นในวันที่ 17-21 หรือ 23 มกราคม ของทุกปี บริเวณอำเภอแหลมงอบ และเกาะช้าง ในงานนี้ มีการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารเรือไทยที่ได้สละชีพปกป้องแผ่นดินไทยในครั้งนั้น และมีการแสดงนิทรรศการของกองทัพเรือ และส่วนราชการต่าง ๆ มีมหรสพสมโภชน์ตลอดงาน(www.tat.or.th)

งานตราดรำลึก

งานตราดรำลึก
จัดขึ้นในวันที่ 23-27 มีนาคม ของทุกปี ณ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บริเวณศาลากลางจังหวัดตราด ต.บางพระ อ.เมืองตราด จ.ตราด ในงานนี้จะมีริ้วขบวนเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองตราด การประกวดสุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน การจำหน่ายสินค้า และผลิตภัณฑ์การเกษตร การแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน และความบันเทิงอีกหลายรูปแบบ (www.tat.or.th)

เพลงขอทานจ.ตราด

เพลงขอทานจังหวัดตราด

เพลงขอทาน คือ เพลงที่ทำนองเพลงและเนื้อหา ประกอบด้วยผุ้ร้องคือ พ่อเพลงแม่เพลง บางครั้งรวมกันเป็นคณะเพลงซึ่งมีจำนวนคนประมาณ 8-10 คน มีพ่อเพลงแม่เพลงเป็นหลัก ที่เหลือเป็นลูกคู่คอยรับ เพลงขอทานจังหวัดตราดเริ่มมีครั้งแรกเมื่อใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้ง แต่มีการร้องมานานแล้ว หากสันนิษฐานเบื้องต้นตามอายุของพ่อเพลงแม่เพลงเท่าที่สืบค้นกลับไปได้ หากยังมีชีวิตอยู่ก็จะมีอายุราว 150 ปี ดั้งนั้นจึงมีผู้สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเพลงขอทาน จังหวัดตราดน่าจะมีอายุราว 150-200 ปี เพลงขอทานจังหวัดตราดมีที่มาจากประเพณี “รำภาข้าว” หรือ “ภาข้าว” ในช่วงตรุษไทยราวเดือน 5 ประเพณีรำภาข้าว (ดู ประเพณีรำภาข้าว)

การร้องเพลงขอทานมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้ไปทำนุบำรุงพระศาสนา เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถไปร่วมทำบุญที่วัดได้ สามารถทำบุญได้โดยบริจาคผ่านคณะเพลง นอกจากนี้ยังเป็นไปเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์และแทนคุณบรรพบุรุษที่เคยเป็นพ่อเพลงแม่เพลงมาก่อน อีกทั้งเป็นการสืบทอดประเพณีการร้องเพลงขอทานให้คงอยู่สืบไป ดังเช่น แม่เพลงจำปา กสิพร้อง บุตรพ่อเพลงชอบ ชะนา พ่อเพลงขอทานวัดท่าพริก หรือ พ่อเพลงเอี้ยม สงวนหงษ์ บุตรแม่เพลงรวด สงวนหงษ์ เป็นต้น
ปัจจุบันการร้องเพลงขอทานคงเหลือเพียงบางหมู่บ้านในอำเภอเมืองเท่านั้น ชาวบ้านจะรวมตัวกันร้องสำหรับบอกบุญคนทั้งในและนอกหมู่บ้านเพื่อนำสิ่งของที่ได้ไปถวายวัดโดยมากจะร้องกันหลายวันตั้งแต่เริ่มเข้าวันสงกรานต์ คือ วันที่ 13 เมษายน เรื่อยไปจนถึงวันฉลองพระทราย แต่บางชุมชน อาทิ ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมือง จะร้องเมื่อวัดขาดแคลนปัจจัย ดั้งนั้นใน 1 ปีจึงอาจร้องมากกว่าหนึ่งครั้ง หรือในเขตอำเภอคลองใหญ่ซึ่งเป็นเขตที่มีคนจีนอาศัยอยู่มาก ก็จะมีการร้องเพลงขอทานในช่วงเทศกาลตรุษจีนซึ่งเป็นวันปีใหม่ของจีนด้วย
ในอดีตมักจะร้องเพลงขอทานกันในเวลากลางคืนเพราะเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านอยู่บ้านและแดดไม่ร้อน แต่ปัจจุบันได้ปรับมาเป็นเวลากลางวันเพื่อสะดวกในการเดินทางและความปลอดภัย สำหรับเนื้อหาของเพลงนั้นมีความหลากหลาย มีทั้งพรรณนาความเดือนร้อนของวัด ยกพระธรรมคำสอน บางก็ร้องเป็นเรื่องราวต่างๆ ในวรรณคดี ปัจจุบันประเพณีดังกล่าวจะยังปรากฏอยู่ได้ก็ด้วยพ่อเพลงแม่เพลงเป็นปัจจัยสำคัญดังคณะวัดสุวรรณภักดี บ้านทุ่งไก่ดัก ต.ท่ากุ่ม อ.เมือง คณะวัดท่าพริก อ.เมือง เป็นต้น (อภิลักษณ์ เกษมผลกูล “เพลงขอทาน จังหวัดตราด จากพลังแห่งศรัทธาสู่การพัฒนาชุมชน”, 2548 หน้า 82-90)


ประเพณีรำภาข้าว

ประเพณีรำภาข้าว รำภาข้าว เป็นการรำเพื่อเรี่ยไรข้าวสารเข้าวัด ในอดีตนั้นชาวบ้านจะนิมนต์พระสงฆ์ขึ้นไปบนเกวียนที่เทียมด้วยควายคู่ ในบางชุมชนจะใช้พระสงฆ์ปลอม คือ ให้ชาวบ้านยืมจีวรพระมาปลอมเป็นพระทั้งที่ยังมีผมเต็มศีรษะ ส่วนควายในขบวนพิธีจะสวมกระดึงที่คอเพื่อให้ทราบว่าเป็นควายในขบวนพิธี ในขบวนจะประกอบด้วยชาวบ้านที่ติดตามมากับเกวียนเพื่อเรี่ยไรข้าวสารเข้าวัด การไปรำภาข้าวนิยมไปในตอนกลางวันและสิ้นสุดเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ขณะที่เดินก็มักจะร้องเพลงที่ตนถนัดไปด้วย เช่น เพลงฉ่อย เพลงโหง (ช้าเจ้าหงษ์) เมื่อได้ข้าวมาก็จะไปขายที่โรงสีเพื่อนำเงินไปใช้ในการตระเตรียมงานเทศน์มหาชาติประจำปีของวัดในราวเดือน 6 โดยจะใช้จ่ายเลี้ยงต้อนรับผู้ที่จองบูชากัณฑ์เทศน์รวมถึงผู้ที่มาร่วมงาน ซึ่งถือเป็นงานใหญ่เป็นเป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้าน
ประเพณีรำภาข้าวของชาวจังหวัดตราดนั้นต่อมาได้มีการพัฒนาขึ้น เริ่มมีการร้องเพลงระหว่างการเดินทาง เพื่อมิให้เงียบเหงาจนเกินไป โดยใช้คำประพันธ์ง่ายๆ เช่นเดียวกับเพลงพื้นบ้านอื่นๆ ต่อมาชาวบ้านถือเอาเทศกาลสงกรานต์เป็นโอกาสในการร้องเพลงขอทานแทนเทศกาลตรุษไทย ทั้งนี้เนื่องจากเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างจากการทำนา และถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าจะไม่ประกอบงานใดในช่วงเวลาดังกล่าว ดั้งนั้นจึงมีการชักชวนกันร้องเพลงขอทานออกเรี่ยไรในหมู่บ้าน
แต่เนื่องจากเพลงรำภาข้าวสารเป็นเพลงที่มีจังหวะการร้องช้า ไม่มีดนตรีประกอบ จึงทำให้ชาวบ้านบางหมู่บ้านดัดแปลงเพลงให้มีจังหวะที่สนุกสนานมากขึ้น โดยได้นำทำนอง “เพลงขอทาน” มาใช้ในการบอกบุญแทนทำให้เกิดความนิยมและแพร่หลายมากขึ้นในจังหวัดตราด อย่างไรก็ดีบางหมู่บ้านก็ยังคงรักษาเพลงรำภาข้าวสารไว้ เช่น ที่ตำบลวังกระแจะ ตำบลห้วยแร้ง เป็นต้น เนื่องจากถือคติว่าเพลงขอทานเป็นเพลงของพวกวณิพกอาจดูไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการบอกบุญ ดังนั้นจึงปรากฏว่าบางหมู่บ้านจะบอกบุญด้วยเพลงรำภาข้าวสาร บางหมู่บ้านบอกบุญด้วยเพลง (อภิลักษณ์ เกษมผลกูล “เพลงขอทาน จังหวัดตราด จากพลังแห่งศรัทธาสู่การพัฒนาชุมชน”, 2548 หน้า 82-90)

ปฏิทินวัฒนธรรมจ.ตราด

ประเพณีแต่ละเดือน (ประเพณีส่วนสังคม)

เดือน 5 ตรงกับประเพณีตราสงกรานต์ ถือเป็นวันปีใหม่ มีการทำบุญฉลองทราย (เป็นอุบายที่บรรพบุรุษสอนลูกหลานขนทรายไปคืนวัด) โดยก่อนวันทำบุญฉลองทราย 1 วัน ชาวบ้านจะช่วยกันขนทรายมาก่อเป็นเจดีย์ บางวัดหลังการทำบุญ ชาวบ้านจะชวนกันเล่นสะบ้าล้อ หรือ สรงน้ำพระผู้ใหญ่ ชวนกันไปรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ นอกจากนี้บางหมู่บ้านยังมีประเพณีขอทานโดยชาวบ้านจะเดินขอทานไปตามหมู่บ้านของตนเองและหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อนำเงินถวายวัด มีการ้องเพลง ใช้เครื่องดนตรีประกอบให้เข้าจังหวะ เมื่อได้รับทานแล้วก็จะมีบทร้องให้พรแก่ผู้ที่ให้ทาน


เดือน 5 ต่อ เดือน 6 มีเทศน์มหาชาติ ชาวบ้านจะนำผลไม้มาตกแต่งบริเวณพิธี สมมุติให้เป็นป่าหิมพานต์ ในคืนวันก่อนเทศน์มหาชาติต้องนิมนต์พระมาเทศน์คาถาพัน (เทศน์มหาชาติเป็นภาษาบาลี) ใช้เทียน 1,000 เล่ม บูชาคาถาพันและทำน้ำมัน น้ำมนต์ วันรุ่งขึ้นทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ พระเทศน์ เมื่อเสร็จผู้ร่วมพิธีจะนำผลไม้ไปกิน นำน้ำมนต์ไปดื่มไปทา เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

เดือน 6 ขึ้น 15 ค่ำ วันวิสาขบูชา ตอนเช้าพร้อมใจไปวัด ตอนค่ำทุกวัดจัดเวียนเทียนและแสดงธรรมแก่ประชาชน ในเดือนนี้ยังมีประเพณีทำบุญถวายสลากภัต ของที่ถวายมักเป็นผลไม้ในเรือกสวนไร่นาของตน (เนื่องจากเป็นฤดูผลไม้) พร้อมจัดอาหารคาวหวานไปทำบุญด้วย สอดคล้องกับผลผลิตในท้องถิ่นตามฤดูกาล


เดือน 7 ขึ้น 5 ค่ำ สารทขนมจ้าง ชาวบ้านจะห่อขนมจ้างไปไหว้บรรพบุรุษ โดยใช้ข้าวเหนียวขาวแช่กับน้ำด่างที่ได้จากขี้เถ้าไม้โกงกาง แล้วนำมาห่อด้วยใบเละ เป็นรูปสามเหลี่ยมมีสี่มุม มัดเป็นพวง แล้วนำไปต้มให้สุก จิ้มน้ำตาลอ้อย หรือใส่น้ำเชื่อมรับประทาน ช่วงนี้ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองจะมีประเพณีแข่งเรือด้วย *** เป็นประเพณีของคนจีน ขนมที่ว่ามีลักษณะคล้ายข้าวต้มน้ำวุ้นที่กินกับน้ำแข็งใส แต่ใบที่ใช้ห่อต่างกัน ข้าวต้มน้ำวุ้นใช้เข็มกลัดกลัด แต่ขนมที่ว่าใช้เชือกมัดแต่ละลูกเข้าเป็นพวง ลักษณะการมัดเหมือนบ๊ะจ่าง เป็นช่วงเวลาที่คนจีนไหว้บ๊ะจ่างพอดี แต่นับตามแบบจีน (ขึ้น 5 ค่าเดือน 5 ตามจันทรคติจีน ในปี 2549 นี้ ตรงกับ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 7 ของไทย) สารทขนมจ้างของตราดกับสระแก้วต่างกัน ที่จ. สระแก้ว ขนมจ้างหมายถึงบ๊ะจ่าง และทำในเดือนปีแบบจีน (ขึ้น 5 ค่าเดือน 5 ตามปฏิทินจีน) แต่ตราดนับแบบไทย (บ๊ะจ่าง เป็นคำภาษาจีนหมายถึงขนมจ้างที่ใส่เนื้อ ส่วน ขนมจ้างที่ไม่ใส่เนื้อ นำไปต้มให้สุก จิ้มน้ำตาลอ้อย หรือใส่น้ำเชื่อมรับประทาน เรียกว่า “กีจ่าง”)

เดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำ วันอาสาฬหบูชา ตอนเช้าพุทธศาสนิกชนจะทำบุญตักบาตร ฟังธรรม รักษาศีล ตอนค่ำเวียนเทียน


เดือน 9 กลางเดือน เทศกาลสารทจีน คนจีนไหว้บรรพบุรุษด้วยขนมมัดไต้ ขนมเทียน ซาแซ โง้วแซ ชิกแซ (ไหว้ด้วยของคาว 3 อย่าง 5 อย่าง 7 อย่าง) คนไทยไปทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษ ตามความเชื่อ การเซ่นไหว้ไม่ใช้อาหารประเภทแกงเพราะมีรสเผ็ดร้อน


เดือน 10 สิ้นเทศกาลสารทไทย เดิมชาวบ้านจะกวนกระยาสารทเพื่อไปถวายพระตามประเพณีโบราณ เทศกาลนี้ชาวบ้านเชื่อว่า ยมบาลจะถือศีล 3 วัน ปล่อยให้เปรตและวิญญาณทั้งหลายเป็นอิสระ มีโอกาสได้รับส่วนบุญ พุทธศาสนิกชนพร้อมใจไปทำบุญที่วัด และบังสุกุลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ส่วนผสมของกระยาสารททำจากพืชหัวและผลไม้มากมาย มีสรรพคุณในการรักษาโรคภัยที่มักเป็นในเดือนนี้ด้วย (*** ช่วงหลังสารทจีน จะมีช่วงเทกระจาด จะปรากฏลักษณะความเชื่อแบบเดียวกับที่ปรากฏข้างต้น คือ ปล่อยให้เปรตและวิญญาณเป็นอิสระ มีโอกาสได้รับส่วนบุญ ช่วงเวลาใกล้เคียงกับสิ้นเทศกาลสารทไทยพอดี)
ปลายเดือน 10 ถึงเดือน 11 พิธีทำขวัญไหว้แม่โพสพ ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่ข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง ชาวนาจะทำพิธีไหว้แม่โพสพโดยนำเฉลวไปมัดกับไม้ระกำที่ปักในนาพร้อมกับเครื่องเซ่นไหว้ ให้ผู้หญิงเป็นผู้ทำพิธีกล่าวเชิญแม่โพสพ เป็นความเชื่อที่ชาวนาแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อแม่โพสพที่ช่วยดูแลข้าวในนาของตน


เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ วันออกพรรษา และเป็นวันปวารณาตัวของพระสงฆ์


เดือน 11 แรม 1 ค่ำ หลังวันออกพรรษา 1 วัน ตรงกับวันตักบาตรเทโว เป็นการจำลองเหตุการณ์เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ เชื่อกันว่าในวันนี้พระพุทธเจ้าต้องการเปิดโลกทั้ง 3 โลก ได้แก่ สวรรค์ มนุษย์ และนรก


เดือน 12 ขึ้น 15 ค่ำ วันลอยกระทง กานลอยกระทงเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาจากอดีตโดยเชื่อว่า ใช้กระทงนำเครื่องบูชาไปบูชารอยพระพุทธบาท ณ ริมฝั่งแม่น้ำนันทามหานที และขอขมาพระแม่คงคา


เดือนยี่ต่อเดือนสาม เทศกาลตรุษจีน ชาวจีนจะเตรียมขนมและเครื่องเซ่นไหว้ สำหรับไหว้เจ้า เจ้าที่ และบรรพบุรุษ การไหว้เจ้าและเจ้าที่ ใช้ขนมมัดไต้ ขนมเทียน ขนมเข่ง ซาแซ โง้วแซ ชิกแซ ตามฐานะ และผลไม้มงคล ส่วนการไหว้บรรพบุรุษ ใช้ข้าวสี่ถ้วย สำรับอาหารคาวหวาน ขนมมัดไต้ ขนมเทียน ขนมเข่ง ผลไม้ เพื่อแสดงความกตัญญู โดยเชื่อว่าบรรพบุรุษจะคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข ทำมาค้าขึ้น

(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:159-163)

ประเพณีการแต่งงาน(จ.ตราด)

ประเพณีการแต่งงาน
การแต่งงานของชาวตราดที่มีความพิเศษ คือ พิธีหมั้น ในขันหมากจะมีขาหมู ซึ่งเป็นขาหน้าข้างขวา ส่วนขันหมากวันแต่ง จะมีขาหมู ซึ่งเป็นขาหลังข้างขวา ขนมสำคัญในขบวนขันหมากวันแต่ง คือ ขนมเปียก (กาละแม) และข้าวเหนียวกวน (ข้าวเหนียวแดง) (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:223-224)

ประเพณีการบวช(จ.ตราด)

ประเพณีการบวช

กุลบุตรชาว จ.ตราด ที่นับถือศาสนาพุทธ จะต้องเข้ารับการอุปสมบท นิยมจัดงาน 3 วัน คือ วันสุกดิบ วันอุปสมบท และ วันฉลองพระบวชใหม่ ก่อนอุปสมบท จะมีการทำบุญ “ข้าวเหนียวแก้ว” หลังบวชแล้ว จะการฉลองพระบวชใหม่ มีการจัด “บายศรีปากชาม” พร้อมข้าวตอกดอกไม้ ปักเทียนไว้ 1 เล่ม และทำบุญ “ข้าวเหนียวเหลือง” ของทั้ง 3 คือ ข้าวเหนียวแก้ว เทียนที่ปักไว้ และ ข้าวเหนียวเหลือง ล้วนมีนัยยะทางความหมายทั้งสิ้น (ข้าวเหนียวแก้ว หมายถึง ผู้บวชมีความพร้อมและศรัทธาในพระพุทธศาสนาด้วยความบริสุทธิ์ทั้ง กาย วาจา และใจ; เทียนที่ปักไว้ 1 เล่มที่บายศรีนั้น พระบวชใหม่จะเป็นผู้จุดตอนเริ่มพิธีฉลอง หมายถึง แสงสว่าง แห่งปัญญาที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป; ข้าวเหนียว เหลือง หมายถึง ผู้อุปสมบทได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์แห่งบวรพุทธศาสนาแล้วด้วยความบริสุทธิ์ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:157, 222)

ประเพณีการจัดงานศพ(จ.ตราด)

ประเพณีการจัดงานศพ
ถ้าคนในครอบครัวป่วยหนัก ญาตินิยมนิมนต์พระมาสวดเจริญอายุจนครบ 3 เย็น รุ่งขึ้นจะถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์เพื่อให้ผู้ป่วยพบพระ รับศีล ฟังธรรมให้จิตใจสงบ และเชื่อว่าเมื่อเสียชีวิตลงวันใดจะไปสู่สุคติภูมิ
การจัดงานศพนิยมตั้งศพไว้ที่บ้าน ถ้าเป็นศพผู้สูงอายุจะจัดให้อย่างสมเกียรติโดยหาช่างฝีมือมาทำ "ร้านม้า" เป็นฐานรองรับโลงศพ จำนวน 3 5 หรือ 7 ชั้น ตามฐานะของผู้ตาย แต่ละชั้นของร้านม้าจะฉลุกระดาษสีเป็นลายไทยประดับประดาอย่างสวยงาม ในงานบำเพ็ญกุศลศพ เจ้าภาพจะจัดถวายอาหารเช้า-เพลแด่พระภิกษุสงฆ์ทุกวัน กลางคืนมีสวดอภิธรรม หลังพระสวดอภิธรรมเสร็จ จะมีการสวด “พระมาลัยสูตร” หรือ “ฎีกามาลัยสูตร” คืนสุดท้ายนิยมสวด “คิริมานนท์สูตรแปล” หรือ “สวดสังคหะ” และเลี้ยงแขกด้วยขนมปลากริม อาหารที่ไม่นิยมเลี้ยงในงานศพ ได้แก่ ขนมจีน หน่อไม้ ทุเรียน เนื่องจากมีความเชื่อว่า ของที่มีเส้นยาวจะทำให้มีการตายติดต่อกันยืดยาวและของที่เป็นหนาม มีหน่อจะทิ่มแทงให้คนที่อยู่ข้างหลังไม่มีความสุข

(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:159, 224-225)

ประเพณีการเกิด(จ.ตราด)

ประเพณีการเกิด
ผู้หญิงตั้งครรภ์ มีคำสอนที่ต้องปฏิบัติสืบต่อกันมา คือ ระหว่างตั้งครรภ์ต้องทำจิตใจให้ผ่องใส ทำบุญให้ทาน สวดมนต์เจริญภาวนา แผ่เมตตาและตั้งจิตอธิษฐานให้ลูกมีอาการครบ 32 ว่านอนสอนง่าย เฉลียวฉลาด ห้ามหญิงตั้งครรภ์พูดตำหนิคนที่มีข้อบกพร่องต่าง ๆ เช่น คนพิการ รูปร่างไม่สมประกอบ เพราะเชื่อว่าจะได้ลูกอย่างนั้น ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามนั่งคาบันได (ทำให้คลอดลูกยาก) ระมัดระวังเรื่องการพูดจา กิริยามารยาท และอาหารการกิน (ไม่กินมากไป ไม่กินของหมักดอง อาหารรสจัด ห้ามกินเผือกมัน)
เมื่อคลอดลูกแล้วต้องเอารกออกให้หมดก่อนจึงจะตัดสายสะดือได้ (เพราะรกเปรียบเสมือนปอดเด็ก) เสร็จแล้วนำเด็กไปทำความสะอาด ช่วงนี้จะมีญาติผู้ใหญ่เอากระด้งที่ปูด้วยผ้ามารับเด็ก ถ้าเป็นเด็กชายจะใส่สมุดดินสอไว้เพื่อให้เด็กจะได้เรียนเก่ง ถ้าเป็นเด็กหญิงจะใส่เข็มด้ายเพื่อให้เป็นแม่ศรีเรือน คนที่เอากระด้งมารับจะเรียกว่า “แม่ทูนหัว” เมื่อลูกพ้นท้องแล้ว หมอตำแยจะเอายาประสะผิวมะกรูดเป็นยาขับเลือดให้แม่กิน ส่วนรกนั้นเอาเกลือโรยแล้วห่อผ้าไปฝังที่ใจกลางเตาไฟใต้แคร่ที่แม่อยู่ไฟ ซึ่งเรียกว่า หม้อรก หม้อราก หรือนำใส่หม้อดินไปฝังไว้ใต้ต้นไม้ที่มีมงคลนาม เช่น ต้นขนุน เป็นที่มาของคำว่า “รกราก” (หรือ ถิ่นที่เกิดนั่งเอง) แม่ต้องอยู่ไฟ 7-9 วัน เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น การอยู่ไฟจะต้องมียันต์ตรีนิสิงเหผูกสายสิญจน์ล้อมรอบบริเวณห้องอยู่ไฟ คนไปเยี่ยมห้ามพูดว่าร้อน และไม่ให้ทักเด็กว่าน่ารัก
หลักคลอดแม่ต้องงดของแสลงอย่างน้อย 4 เดือน ได้แก่ ของหมักดอง มะนาว ข้าวเหนียว ฯลฯ ถ้าไม่งดเมื่ออายุมากจะเกิดผลเสียต่อร่างกาย ถ้าอยู่ไฟน้อยวันเกินไป เมื่อเห็นฝนตั้งเค้าจะมีอาการหนาวสั่น เมื่อเด็กสะดือหลุดแล้ว ให้ใช้พิมเสนโรยรักษาแผลสะดือ ส่วนสายสะดือให้เก็บไว้เวลาเด็กปวดท้องให้เอาสายสะดือมาฝนกับเหล้าให้เด็กกิน เมื่อมีลูกคนต่อไปให้นำสายสะดือไปเก็บไว้ด้วยกัน โดยเชื่อว่าเด็กจะรักและมีความสามัคคี (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:155-157)

การละเล่นพื้นบ้านจ.ตราด

การละเล่นพื้นบ้าน จ.ตราด การละเล่นพื้นบ้านจ.ตราด แบ่งเป็น การละเล่นของเด็ก และผู้ใหญ่
การละเล่นของเด็ก ส่วนใหญ่จะนำของเหลือใช้มาประดิษฐ์ อาทิ ม้าขาลีบ ไม้หึ่ง หมากฝรั่ง กะโหลก ตังเตหรืออีเตก๋อง ฯลฯ

การละเล่นของผู้ใหญ่ใน มีให้เห็นไม่กี่อย่าง และมักจะเล่นกันตามเทศกาลงานบุญเป็นครั้งคราว เช่น การเล่นสะบ้าล้อ ซึ่งมักจะนัดประชันระหว่างหมู่บ้าน ในงานบุญ วันสงกรานต์ โดยจะเล่นหลังพิธีการบุญ นอกจากนี้ยังมี ป๊อกเก้ต์ เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากกีฬาโครเก้ต์ของฝรั่งเศส มีการละเล่นเถิดเทิง หรือ การละเล่นเทิงบ้องกลองยาว หนังตะลุง การเล่นรำสวด ใช้เล่นในงานศพ หลักจากพระสวดอภิธรรม เพื่อจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าภาพ ใช้บทสวดพระมาลัย สวดแบบแสดงละคร มุ่งสื่ออารมณ์ด้วยลีลาของเสียง ฟังสนุก เนื้อหามุ่งเน้นให้มีความเชื่อเรื่องบาปบุญ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:128-140)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น