ประเพณีแห่สมโภชพระบรมสารีริกธาตุ
ประเพณีแห่สมโภชพระบรมสารีริกธาตุ ที่วัดนครธรรม หมู่ 4 บ้านสระลพ ต.วัฒนานคร อ.วัฒนานคร
พระบรมสารีริกธาตุนี้ได้มาจากเมืองรัตนะปุระประเทศศรีลังกาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 โดยพระครูวัฒนานครกิจ เจ้าคณะอำเภอวัฒนานคร ได้เดินทางไปรับจากประธานาธิบดีประเทศศรีลังกา แล้วอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดนครธรรม อำเภอวัฒนานคร มีการทำพิธีแห่สมโภชทุกปี 9 วัน 9 คืน โดยจะจัดขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:183)
พระบรมสารีริกธาตุนี้ได้มาจากเมืองรัตนะปุระประเทศศรีลังกาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 โดยพระครูวัฒนานครกิจ เจ้าคณะอำเภอวัฒนานคร ได้เดินทางไปรับจากประธานาธิบดีประเทศศรีลังกา แล้วอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดนครธรรม อำเภอวัฒนานคร มีการทำพิธีแห่สมโภชทุกปี 9 วัน 9 คืน โดยจะจัดขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:183)
ประเพณีกำฟ้าของชาวไทยพวน
ประเพณีกำฟ้า
เป็นประเพณีที่ของชาวไทยพวนได้ปฏิบัติสืบทอดกันมากว่า 200 ปีแล้ว เพื่อระลึกถึงคุณความดีของดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่ชาวไทยพวนเคารพบูชา และยังเป็นการบวงสรวงต่อเทพเจ้า จะจัดในวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี โดยช่วงก่อนหน้าวันสำคัญนี้พ่อแม่หรือปู่ย่าจะบอกให้ลูกหลานทราบล่วงหน้า เพื่อจัดเตรียมข้าวปลาอาหาร น้ำกินน้ำใช้ไว้ในเรือนชานให้บริบูรณ์ รวมทั้งฟืนไฟด้วย (เนื่องจากเมื่อถึงวันนี้ทุกครัวเรือนต่างต้องหยุดทำงานทุกอย่าง รวมทั้งการซักผ้า ตำข้าว เป็นเวลาราว 3-5 วัน ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมตัวก่อนล่วงหน้า)รุ่งเช้าของวันถือ ผู้ใหญ่ในบ้านจะนำอาหารคาวหวานไปทำบุญตักบาตรและฟังเทศน์ที่วัด ตกค่ำจะมีการละเล่นระหว่างหนุ่มสาว พอถึงวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ชาวบ้านทุกครัวเรือนจะเตรียมข้าวเหนียวไว้เพื่อทำข้าวจี่ตามประเพณีฮีต 12 และนำไปถวายที่วัด (ดูเรื่อง กรรมวิธีในการทำข้าวจี่ ) นอกจากนี้ ลูกหลานจะเตรียมหาบซ้าแฮ (หมายถึง ตะกร้าหาบใส่อาหารคาวหวานไปวัด) บางบ้านจะใช้กะซ้าหรือกะต่า (ตะกร้า) ใส่พา (ถาดใหญ่) ข้างหนึ่งเป็นข้าวข้างหนึ่งเป็นของหวาน บ้านไหนมีลูกสาวจะให้ลูกสาวหาบไป ส่วนพ่อแม่จะถือข้าวสุก ดอกไม้ตามลูกหลานไป คนเฒ่าคนแก่หากยังลุกไหวก็จะพากันไปวัดด้วย หลังจากพระสงฆ์ฉันจังหันเสร็จ อาหารและข้าวจี่ที่เหลือชาวบ้านจะไม่นำกลับบ้าน แต่จะแลกกันที่วัดหรือแบ่งปันให้ญาติพี่น้องหรือคนที่มีฐานะด้อยกว่า ตกกลางคืนจะมีการละเล่นบ้าง รำเกี้ยวกันบ้างบริเวณลานของหมู่บ้าน ซึ่งเรียกว่า ลงข่วง
เคล็ดในระหว่างวันกำฟ้า ชาวบ้านที่เป็นคนพวนมักเคารพเชื่อฟังคนแก่หรือคนที่น่าเคารพนับถือในหมู่บ้าน ยกให้ท่านเป็นคนนำในพิธี ในอดีตเมื่อครั้งที่ยังไม่มีผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านจะฟังกำหนด “วันกำ” (วันถือ) จากอาญาวัด (สมภาร อธิการวัด) รองลงมาก็จะฟังจาก คนแก่ในหมู่บ้านที่เรียกกันว่า กวานบ้าน (ทางภาคเหนือซึ่งหมายถึงผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง) ท่านผู้นี้จะคอยฟังเสียงฟ้าร้อง ถ้าได้ยินฟ้าร้องก็จะรีบไปถามคนหูตึงในหมู่บ้าน (ใครก็ได้ แต่ส่วนมากจะไปถามคนแก่ที่ตาหูไม่สู้จะดีนัก) ว่าได้ยินเสียงฟ้าร้องไหม ถ้าบอกว่าได้ยิน ก็ให้ถามต่อว่าได้ยินทางทิศไหน นี่เป็นการถามถือเคล็ดฟังเสียงฟ้าร้อง เมื่อมีคนได้ยินแล้ว กวานบ้านจะประกาศให้ชาวบ้านทราบโดยทั่วกันว่า วันนี้ถ้าใครทำอะไรอยู่ก็ขอให้งดให้หยุดทันทีจนกว่าดวงอาทิตย์จะตกดิน การถือเคล็ดนี้เป็นการสอนให้ลูกหลานเป็นคนช่างสังเกต ให้รู้เรื่องดิน ฟ้า อากาศ โดยมีสอนกันมาแต่โบราณว่า
1. เสียงฟ้าร้อง ดังมาจากทิศใต้ ท่านสอนว่า ชาวบ้านจะอดเกลือ
2. เสียงฟ้าร้อง ดังมาจากทิศเหนือ ท่านสอนว่า ชาวบ้านจะอดข้าว
3. เสียงฟ้าร้อง ดังมาจากทิศตะวันตก ท่านสอนว่า ชาวบ้านจะเอาจามาทำหอก หมายถึง บ้านเมืองจะเกิดศึกสงคราม จา คือ จอบขุด ต้องมีการสู้รบนองเลือดกันขนาดเอาจอบมาเป็นอาวุธ
4. เสียงฟ้าร้อง ดังมาจากทิศตะวันออก ท่านสอนว่า ชาวบ้านจะเอาหอกมาทำจา หมายถึง จะอยู่ร่มเย็นเป็นสุข ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ โรคภัยไข้เจ็บไม่มาเบียดเบียน
นอกจากนี้บรรพบุรุษยังสอนให้ลูกหลานรู้จักสังเกตสภาพธรรมชาติในช่วงเดือน 3 เพื่อทำนายความเป็นไปในช่วงฤดูกาลของปีนั้นๆ อีกด้วย
1. ถ้าตอนรุ่งเช้าวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ให้พยายามสังเกตดวงอาทิตย์ (ภาษาพวน ว่า ดวงตาเง็น) ขณะกำลังโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าทิศตะวันออก ถ้ามีก้อนเมฆ (ขี้เฟื้อ) บดบังโดยทั่วไปหรือไม่ ถ้ามีมาก ทำนายว่า ฝนฟ้าจะดี ข้าวน้ำปูปลาจะอุดมสมบูรณ์ ไร่นาจะได้ผลิตผลมาก
2. ถ้าก้อนเมฆบดบังดวงอาทิตย์เพียงเล็กน้อย ทำนายว่า ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล น้ำจะน้อย ต้องทำเหมืองฝายหรือทำนบกั้นน้ำไว้ล่วงหน้า
3. ถ้าดวงอาทิตย์ปราศจากก้อนเมฆเลย ทำนายว่า ฝนฟ้าจะมาล่าหลงฤดู ต้นปีน้ำน้อย ปลายปีน้ำมาก ระวังข้าวในนาต้นปีจะไม่ทันน้ำ แต่ปลายปีน้ำจะท่วมใหญ่ นาจะเสีย ข้าวจะล่ม
4. ถ้าปีใด ดวงอาทิตย์มีก้อนเมฆลอยมาบดบังจนหนาทึบ ทำนายว่า ปีนั้นน้ำต้นปีจะดีมาก แต่ปลายปีจะขาดแคลน ให้เร่งเก็บกักน้ำไว้เพื่อให้ข้าวทันน้ำ
เมื่อเริ่มวันกำฟ้า พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจะพูดเอง เออเองกับสัตว์เลี้ยงภายในบ้านเรือนของตน อาทิ วัวควาย หมูหมา เป็ดไก่ สรรแต่คำพูดที่เป็นสิริมงคล เช่น “ฝูงสูทั้งหลายเฮย กำฟ้าเน้อ...อยู่ฮ่มเย็นเป็นสุขเน้อ” เป็นต้น (โพธิ์ แซมลำเจียก, 2538:17-25)
เป็นประเพณีที่ของชาวไทยพวนได้ปฏิบัติสืบทอดกันมากว่า 200 ปีแล้ว เพื่อระลึกถึงคุณความดีของดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่ชาวไทยพวนเคารพบูชา และยังเป็นการบวงสรวงต่อเทพเจ้า จะจัดในวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี โดยช่วงก่อนหน้าวันสำคัญนี้พ่อแม่หรือปู่ย่าจะบอกให้ลูกหลานทราบล่วงหน้า เพื่อจัดเตรียมข้าวปลาอาหาร น้ำกินน้ำใช้ไว้ในเรือนชานให้บริบูรณ์ รวมทั้งฟืนไฟด้วย (เนื่องจากเมื่อถึงวันนี้ทุกครัวเรือนต่างต้องหยุดทำงานทุกอย่าง รวมทั้งการซักผ้า ตำข้าว เป็นเวลาราว 3-5 วัน ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมตัวก่อนล่วงหน้า)รุ่งเช้าของวันถือ ผู้ใหญ่ในบ้านจะนำอาหารคาวหวานไปทำบุญตักบาตรและฟังเทศน์ที่วัด ตกค่ำจะมีการละเล่นระหว่างหนุ่มสาว พอถึงวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ชาวบ้านทุกครัวเรือนจะเตรียมข้าวเหนียวไว้เพื่อทำข้าวจี่ตามประเพณีฮีต 12 และนำไปถวายที่วัด (ดูเรื่อง กรรมวิธีในการทำข้าวจี่ ) นอกจากนี้ ลูกหลานจะเตรียมหาบซ้าแฮ (หมายถึง ตะกร้าหาบใส่อาหารคาวหวานไปวัด) บางบ้านจะใช้กะซ้าหรือกะต่า (ตะกร้า) ใส่พา (ถาดใหญ่) ข้างหนึ่งเป็นข้าวข้างหนึ่งเป็นของหวาน บ้านไหนมีลูกสาวจะให้ลูกสาวหาบไป ส่วนพ่อแม่จะถือข้าวสุก ดอกไม้ตามลูกหลานไป คนเฒ่าคนแก่หากยังลุกไหวก็จะพากันไปวัดด้วย หลังจากพระสงฆ์ฉันจังหันเสร็จ อาหารและข้าวจี่ที่เหลือชาวบ้านจะไม่นำกลับบ้าน แต่จะแลกกันที่วัดหรือแบ่งปันให้ญาติพี่น้องหรือคนที่มีฐานะด้อยกว่า ตกกลางคืนจะมีการละเล่นบ้าง รำเกี้ยวกันบ้างบริเวณลานของหมู่บ้าน ซึ่งเรียกว่า ลงข่วง
เคล็ดในระหว่างวันกำฟ้า ชาวบ้านที่เป็นคนพวนมักเคารพเชื่อฟังคนแก่หรือคนที่น่าเคารพนับถือในหมู่บ้าน ยกให้ท่านเป็นคนนำในพิธี ในอดีตเมื่อครั้งที่ยังไม่มีผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านจะฟังกำหนด “วันกำ” (วันถือ) จากอาญาวัด (สมภาร อธิการวัด) รองลงมาก็จะฟังจาก คนแก่ในหมู่บ้านที่เรียกกันว่า กวานบ้าน (ทางภาคเหนือซึ่งหมายถึงผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง) ท่านผู้นี้จะคอยฟังเสียงฟ้าร้อง ถ้าได้ยินฟ้าร้องก็จะรีบไปถามคนหูตึงในหมู่บ้าน (ใครก็ได้ แต่ส่วนมากจะไปถามคนแก่ที่ตาหูไม่สู้จะดีนัก) ว่าได้ยินเสียงฟ้าร้องไหม ถ้าบอกว่าได้ยิน ก็ให้ถามต่อว่าได้ยินทางทิศไหน นี่เป็นการถามถือเคล็ดฟังเสียงฟ้าร้อง เมื่อมีคนได้ยินแล้ว กวานบ้านจะประกาศให้ชาวบ้านทราบโดยทั่วกันว่า วันนี้ถ้าใครทำอะไรอยู่ก็ขอให้งดให้หยุดทันทีจนกว่าดวงอาทิตย์จะตกดิน การถือเคล็ดนี้เป็นการสอนให้ลูกหลานเป็นคนช่างสังเกต ให้รู้เรื่องดิน ฟ้า อากาศ โดยมีสอนกันมาแต่โบราณว่า
1. เสียงฟ้าร้อง ดังมาจากทิศใต้ ท่านสอนว่า ชาวบ้านจะอดเกลือ
2. เสียงฟ้าร้อง ดังมาจากทิศเหนือ ท่านสอนว่า ชาวบ้านจะอดข้าว
3. เสียงฟ้าร้อง ดังมาจากทิศตะวันตก ท่านสอนว่า ชาวบ้านจะเอาจามาทำหอก หมายถึง บ้านเมืองจะเกิดศึกสงคราม จา คือ จอบขุด ต้องมีการสู้รบนองเลือดกันขนาดเอาจอบมาเป็นอาวุธ
4. เสียงฟ้าร้อง ดังมาจากทิศตะวันออก ท่านสอนว่า ชาวบ้านจะเอาหอกมาทำจา หมายถึง จะอยู่ร่มเย็นเป็นสุข ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ โรคภัยไข้เจ็บไม่มาเบียดเบียน
นอกจากนี้บรรพบุรุษยังสอนให้ลูกหลานรู้จักสังเกตสภาพธรรมชาติในช่วงเดือน 3 เพื่อทำนายความเป็นไปในช่วงฤดูกาลของปีนั้นๆ อีกด้วย
1. ถ้าตอนรุ่งเช้าวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ให้พยายามสังเกตดวงอาทิตย์ (ภาษาพวน ว่า ดวงตาเง็น) ขณะกำลังโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าทิศตะวันออก ถ้ามีก้อนเมฆ (ขี้เฟื้อ) บดบังโดยทั่วไปหรือไม่ ถ้ามีมาก ทำนายว่า ฝนฟ้าจะดี ข้าวน้ำปูปลาจะอุดมสมบูรณ์ ไร่นาจะได้ผลิตผลมาก
2. ถ้าก้อนเมฆบดบังดวงอาทิตย์เพียงเล็กน้อย ทำนายว่า ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล น้ำจะน้อย ต้องทำเหมืองฝายหรือทำนบกั้นน้ำไว้ล่วงหน้า
3. ถ้าดวงอาทิตย์ปราศจากก้อนเมฆเลย ทำนายว่า ฝนฟ้าจะมาล่าหลงฤดู ต้นปีน้ำน้อย ปลายปีน้ำมาก ระวังข้าวในนาต้นปีจะไม่ทันน้ำ แต่ปลายปีน้ำจะท่วมใหญ่ นาจะเสีย ข้าวจะล่ม
4. ถ้าปีใด ดวงอาทิตย์มีก้อนเมฆลอยมาบดบังจนหนาทึบ ทำนายว่า ปีนั้นน้ำต้นปีจะดีมาก แต่ปลายปีจะขาดแคลน ให้เร่งเก็บกักน้ำไว้เพื่อให้ข้าวทันน้ำ
เมื่อเริ่มวันกำฟ้า พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจะพูดเอง เออเองกับสัตว์เลี้ยงภายในบ้านเรือนของตน อาทิ วัวควาย หมูหมา เป็ดไก่ สรรแต่คำพูดที่เป็นสิริมงคล เช่น “ฝูงสูทั้งหลายเฮย กำฟ้าเน้อ...อยู่ฮ่มเย็นเป็นสุขเน้อ” เป็นต้น (โพธิ์ แซมลำเจียก, 2538:17-25)
ประเพณีในรอบปีของชาวผู้ไท
ประเพณีเกี่ยวกับลัทธิศาสนา ชาวผู้ไทมีความนับถือเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา งานบุญของชาวผู้ไทมีดังนี้
1 ทำบุญบ้องไฟ ทำภายในเดือน 6 ถึงกลางเดือน8 โดยชาวบ้านจะไปรวมตัวกันที่วัด มีการแห่บ้องไฟรอบโบสถ์ เมื่อแห่เรียบร้อยแล้วนำบ้องไฟขึ้นไปเก็บไว้บนกุฏิในวัด รุ่งขึ้นจะพากันเอาบ้องไฟไปวางพาดกับบันไดเพื่อจุดไฟขึ้น หากบ้องไฟจุดติดดีขึ้นไปสู่ท้องฟ้าหมายถึงฝนฟ้าข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ หากจุดไม่ติดหมายถึงข้าวปลาอัตคัด
2 ทำบุญพระเวศ (มหาชาติ) ทำในระหว่างเดือน 4 โดยจะแบ่งกัณฑ์เทศน์ 13 กัณฑ์ออกเป็นหลายผูก แจกจ่ายไปตามวัดต่างๆ เพื่อนิมนต์พระให้มาเทศน์ในวันที่กำหนด คืนวันแรกจะมีการเทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสน (เทศน์พระมาลัย) รุ่งเช้าของอีกวันเทศน์ศักราชและดำเนินความเบื้องต้น แล้วจึงเริ่มเทศน์พระเวศเรียงตามลำดับกัณฑ์ ระหว่างพระเทศพวกทายกต่างเอาข้าวตอกดอกไม้ข้าวสารและสตางค์ซัดไปที่ธรรมาสน์
3 ทำบุญวันออกพรรษา ชาวบ้านพากันนำดอกไม้ธูปเทียนไปจุดบูชาพระที่วัด ซึ่งพระเจ้าวัดเอาก้านกล้วยทำเป็นรูปคล้ายเรือปักไว้กลางวัด พวกชาวบ้านจะพากันเอาดอกไม้ธูปเทียนไปปัก เรียกว่า ใต้ประธูป รุ่งขึ้นชาวบ้านพร้อมด้วยพระสงฆ์นำเอารูปซึ่งสมมุติเป็นเรือไปลอยที่น้ำลึกหรือน้ำไหล เรียกว่า ล่องเรือไฟ
4 ทำบุญข้าวจี่ ชาวบ้านพร้อมด้วยพระสงฆ์ไปตัดต้นไม้ข้าวจี่ เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งคล้ายตนปอมาจากป่ามากองไว้ที่วัด รุ่งขึ้นชาวบ้านต่างนำเอาข้าวเหนียวนึ่งสุกแล้วไปปั้นโอบไม้ที่ตัดมาเป็นก้อนๆ แล้วปิ้งไฟ เอาไข่ไก่ทาเกลือโรย เอาน้ำอ้อยใส่ข้าวแล้วปิ้งให้สุก เรียกว่า ข้าวจี่ นำข้าวนั้นขึ้นถวายพระ เมื่อพระฉันข้าวจี่แล้วจะเทศน์บอกอานิสงส์ 1 กัณฑ์
5 ทำบุญข้าวประดับดิน จะทำกันในเวลาเช้ามืดเดือน 9 โดยชาวบ้านจะนำเอาอาหารพร้อมหมากบุหรี่แบ่งเป็นห่อไปวางไว้ตามต้นไม้หรือพื้นดินในบริเวณวัด ถือเป็นการนำไปเลี้ยงผีปู่ ย่า ตา ยาย ญาติที่เสียไปแล้ว พอถึงเวลาพระบิณฑบาต จึงนำเอาเครื่องไทยทานไปตักบาตรอีกครั้งหนึ่ง
6 ทำบุญข้าวสาก (คล้ายกับทำบุญสารท) เริ่มในวันเพ็ญเดือน 10 เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผีทั้งที่มีญาติและไมมีญาติ เป็นการแสดงความกตัญญูต่อญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว หากใครไม่ปฏิบัติจะได้รับความเดือดร้อน และในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 ทุกบ้านต่างทำขนมข้าวต้มเพื่อใส่บาตรในวันเพ็ญตอนเช้า และนำสำรับคาวหวานไปถวายเพลแด่พระที่วัด มีสบงซึ่งเรียกว่าผ้ากลางพรรษาและมีห่อข้าวน้อย ห่อหมาก บุหรี่กลัดติดกันเป็นคู่ๆ พร้อมไปด้วย ชาวบ้านนำสำรับไปรวมกันที่ศาลาวัด เมื่อจวนได้เวลาถวายเพล หัวหน้าเขียนรายชื่อเจ้าของสำรับทุกสำรับเป็นสลากไว้เพื่อถวายพระจับ ชาวบ้านถวายสำรับแด่พระภิกษุสามเณรที่จับได้ชื่อตน ส่วนห่อข้าวน้อยจะนำไปบูชาตามโบสถ์วิหารหรือตามใต้ต้นไม้บริเวณวัด เพื่อเป็นการอุทศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ตาย เมื่อพระฉันเสร็จยถาสัพพีกรวดน้ำอุทศส่วนบุญให้แก่ผู้ตายเป็นอันเสร็จพิธี
7 ทำบุญกฐิน เมื่อออกพรรษาแล้วจะถึงเทศกาลกฐิน ชาวบ้านจะร่วมใจกันทำความสะอาดบ้านและบริเวณที่ตั้งกฐิน จัดเตรียมผ้าไตรและสิ่งของไว้ในประรำ ตอนหัวค่ำจะมีหมอรำคบงันคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นชาวบ้านจึงพากันนำผ้ากฐินและบริวารไปทอดถวายพระสงฆ์ที่วัด
8 ทำบุญวันสงกรานต์ คืนก่อนวันเนา 1 วัน พระสงฆ์จะนำพระพุทธรูปองค์เล็กมาตั้งบนร้านกลางวัด รุ่งขึ้นเป็นวันเนา เวลาเย็นพวกชาวบ้านพากันเอาดอกไม้ น้ำอบ น้ำหอม ไปประพรมพระพุทธรูป ในวันเนานี้ห้ามมิให้ทำกิจการใดๆ ยกเว้นแต่งานบุญ ไม่เช่นนั้นจะถือเป็นเสนียดจัญไร ต่อแต่นี้ถือเป็นช่วงรื่นเริง มีการประชุมก่อพระทราย เล่นน้ำกัน เก็บดอกไม้ป่าถวายวัด ทำบุญข้าวพันก้อน จัดข้าวเหนียวของหวานใส่ถาด เอาด้ายดิบหรือไหมผูกเป็นสาแหรก ให้ผู้หญิงหามไปถวายวัดต่างๆ (ถวิล ทองสว่างรัตน์, 2527:86-90)
1 ทำบุญบ้องไฟ ทำภายในเดือน 6 ถึงกลางเดือน8 โดยชาวบ้านจะไปรวมตัวกันที่วัด มีการแห่บ้องไฟรอบโบสถ์ เมื่อแห่เรียบร้อยแล้วนำบ้องไฟขึ้นไปเก็บไว้บนกุฏิในวัด รุ่งขึ้นจะพากันเอาบ้องไฟไปวางพาดกับบันไดเพื่อจุดไฟขึ้น หากบ้องไฟจุดติดดีขึ้นไปสู่ท้องฟ้าหมายถึงฝนฟ้าข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ หากจุดไม่ติดหมายถึงข้าวปลาอัตคัด
2 ทำบุญพระเวศ (มหาชาติ) ทำในระหว่างเดือน 4 โดยจะแบ่งกัณฑ์เทศน์ 13 กัณฑ์ออกเป็นหลายผูก แจกจ่ายไปตามวัดต่างๆ เพื่อนิมนต์พระให้มาเทศน์ในวันที่กำหนด คืนวันแรกจะมีการเทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสน (เทศน์พระมาลัย) รุ่งเช้าของอีกวันเทศน์ศักราชและดำเนินความเบื้องต้น แล้วจึงเริ่มเทศน์พระเวศเรียงตามลำดับกัณฑ์ ระหว่างพระเทศพวกทายกต่างเอาข้าวตอกดอกไม้ข้าวสารและสตางค์ซัดไปที่ธรรมาสน์
3 ทำบุญวันออกพรรษา ชาวบ้านพากันนำดอกไม้ธูปเทียนไปจุดบูชาพระที่วัด ซึ่งพระเจ้าวัดเอาก้านกล้วยทำเป็นรูปคล้ายเรือปักไว้กลางวัด พวกชาวบ้านจะพากันเอาดอกไม้ธูปเทียนไปปัก เรียกว่า ใต้ประธูป รุ่งขึ้นชาวบ้านพร้อมด้วยพระสงฆ์นำเอารูปซึ่งสมมุติเป็นเรือไปลอยที่น้ำลึกหรือน้ำไหล เรียกว่า ล่องเรือไฟ
4 ทำบุญข้าวจี่ ชาวบ้านพร้อมด้วยพระสงฆ์ไปตัดต้นไม้ข้าวจี่ เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งคล้ายตนปอมาจากป่ามากองไว้ที่วัด รุ่งขึ้นชาวบ้านต่างนำเอาข้าวเหนียวนึ่งสุกแล้วไปปั้นโอบไม้ที่ตัดมาเป็นก้อนๆ แล้วปิ้งไฟ เอาไข่ไก่ทาเกลือโรย เอาน้ำอ้อยใส่ข้าวแล้วปิ้งให้สุก เรียกว่า ข้าวจี่ นำข้าวนั้นขึ้นถวายพระ เมื่อพระฉันข้าวจี่แล้วจะเทศน์บอกอานิสงส์ 1 กัณฑ์
5 ทำบุญข้าวประดับดิน จะทำกันในเวลาเช้ามืดเดือน 9 โดยชาวบ้านจะนำเอาอาหารพร้อมหมากบุหรี่แบ่งเป็นห่อไปวางไว้ตามต้นไม้หรือพื้นดินในบริเวณวัด ถือเป็นการนำไปเลี้ยงผีปู่ ย่า ตา ยาย ญาติที่เสียไปแล้ว พอถึงเวลาพระบิณฑบาต จึงนำเอาเครื่องไทยทานไปตักบาตรอีกครั้งหนึ่ง
6 ทำบุญข้าวสาก (คล้ายกับทำบุญสารท) เริ่มในวันเพ็ญเดือน 10 เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผีทั้งที่มีญาติและไมมีญาติ เป็นการแสดงความกตัญญูต่อญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว หากใครไม่ปฏิบัติจะได้รับความเดือดร้อน และในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 ทุกบ้านต่างทำขนมข้าวต้มเพื่อใส่บาตรในวันเพ็ญตอนเช้า และนำสำรับคาวหวานไปถวายเพลแด่พระที่วัด มีสบงซึ่งเรียกว่าผ้ากลางพรรษาและมีห่อข้าวน้อย ห่อหมาก บุหรี่กลัดติดกันเป็นคู่ๆ พร้อมไปด้วย ชาวบ้านนำสำรับไปรวมกันที่ศาลาวัด เมื่อจวนได้เวลาถวายเพล หัวหน้าเขียนรายชื่อเจ้าของสำรับทุกสำรับเป็นสลากไว้เพื่อถวายพระจับ ชาวบ้านถวายสำรับแด่พระภิกษุสามเณรที่จับได้ชื่อตน ส่วนห่อข้าวน้อยจะนำไปบูชาตามโบสถ์วิหารหรือตามใต้ต้นไม้บริเวณวัด เพื่อเป็นการอุทศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ตาย เมื่อพระฉันเสร็จยถาสัพพีกรวดน้ำอุทศส่วนบุญให้แก่ผู้ตายเป็นอันเสร็จพิธี
7 ทำบุญกฐิน เมื่อออกพรรษาแล้วจะถึงเทศกาลกฐิน ชาวบ้านจะร่วมใจกันทำความสะอาดบ้านและบริเวณที่ตั้งกฐิน จัดเตรียมผ้าไตรและสิ่งของไว้ในประรำ ตอนหัวค่ำจะมีหมอรำคบงันคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นชาวบ้านจึงพากันนำผ้ากฐินและบริวารไปทอดถวายพระสงฆ์ที่วัด
8 ทำบุญวันสงกรานต์ คืนก่อนวันเนา 1 วัน พระสงฆ์จะนำพระพุทธรูปองค์เล็กมาตั้งบนร้านกลางวัด รุ่งขึ้นเป็นวันเนา เวลาเย็นพวกชาวบ้านพากันเอาดอกไม้ น้ำอบ น้ำหอม ไปประพรมพระพุทธรูป ในวันเนานี้ห้ามมิให้ทำกิจการใดๆ ยกเว้นแต่งานบุญ ไม่เช่นนั้นจะถือเป็นเสนียดจัญไร ต่อแต่นี้ถือเป็นช่วงรื่นเริง มีการประชุมก่อพระทราย เล่นน้ำกัน เก็บดอกไม้ป่าถวายวัด ทำบุญข้าวพันก้อน จัดข้าวเหนียวของหวานใส่ถาด เอาด้ายดิบหรือไหมผูกเป็นสาแหรก ให้ผู้หญิงหามไปถวายวัดต่างๆ (ถวิล ทองสว่างรัตน์, 2527:86-90)
ประเพณีในรอบปี-ไทยญ้อจ.สระเเก้ว
ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง
จัดที่ ต. คลองน้ำใส ต. ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 หรือก่อนออกพรรษา 1 วัน โดยมีความเชื่อกันว่าในสมัยพุทธกาล พระเจ้าปเสนทิโกศล แห่งนครสาวัตถี ได้ถวายปรามาสผึ้งแก่พระพุทธเจ้าในวันออกพรรษาของทุกปี ชาวญ้อเชื่อกันว่า ผู้ที่ถวายปรามาสผึ้งจะได้อานิสงส์ 6 กัณฑ์ คือ เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป มีความรุ่งเรืองในสังคม กอปรด้วยสติปัญญา ความกล้าหาญ สติสัมปชัญญะ และเมื่อตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ (ศิริกมล สายสร้อย “ชุมชนชาวญ้อในอรัญประเทศ” ใน เมืองโบราณ ปีที่30 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2547)
ประเพณีขึ้นเขา
จัดที่คลองน้ำใสในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จุดประสงค์เพื่อนมัสการเจ้าพ่อเขาน้อยบนเขาสีชมพู (หรือ เจ้าพ่อขุนดาบ) ซึ่งสถิตอยู่ที่ปราสาทเขาน้อยสีชมพู เชื่อกันว่าเจ้าพ่อเขาน้อยจะคอยคุ้มครองชาวบ้านคลองน้ำใสให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุก ข้าว น้ำ อุดมสมบูรณ์ พิธีเริ่มจากการนิมนต์พระทุกวัดในตำบลคลองน้ำใสขึ้นไปเจริญพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเพล และในช่วงบ่าย ชาวบ้านจะขนทรายขึ้นเขาเพื่อก่อพระเจดีย์บูชาเขาน้อย (ศิริกมล สายสร้อย “ชุมชนชาวญ้อในอรัญประเทศ” ใน เมืองโบราณ ปีที่30 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2547)
พิธีเลี้ยงผีเทวดา จะจัดทำพิธีในเดือน 4 ของทุกปี มีจุดประสงค์เพื่อมิให้พวกผีตามมารังควาน จะได้อยู่เย็นเป็นสุข และถือโอกาสเป็นการเสี่ยงทายทำนายอนาคตของคนในหมู่บ้านที่ต้องการจะตรวจดวงชะตาด้วย อุปกรณ์และสิ่งของที่ใช้ในพิธี เช่น ไม้หลักทำจากไม้ไผ่ ถาดใหญ่ใส่ข้าวสาร ถ้วยใส่ข้าวเปลือก ไข่ไก่ดิบ 4 ฟอง เหล้า ผ้าขาวปูรองถาด เงินค่าครู เครื่องแต่งกายหญิง 1 ชุด ผู้ทำพิธีหรือร่างทรง จะเลือกพวงมาลัยดอกไม้มาสวมหัวแล้วจึงร่ายรำ แล้วร้องเป็นคำทำนายต่อข้าวของพวงมาลัยนั้น ประเพณีนี้ปัจจุบันไม่ใคร่ทำกันแล้ว ยังเหลือผู้ทำพิธีเพียงสามคน เป็นผู้สูงอายุสองคนและหญิงสาวอีหนึ่งคน (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:147 ; ศิริกมล สายสร้อย “ชุมชนชาวญ้อในอรัญประเทศ” ใน เมืองโบราณ ปีที่30 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2547 )
จัดที่ ต. คลองน้ำใส ต. ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 หรือก่อนออกพรรษา 1 วัน โดยมีความเชื่อกันว่าในสมัยพุทธกาล พระเจ้าปเสนทิโกศล แห่งนครสาวัตถี ได้ถวายปรามาสผึ้งแก่พระพุทธเจ้าในวันออกพรรษาของทุกปี ชาวญ้อเชื่อกันว่า ผู้ที่ถวายปรามาสผึ้งจะได้อานิสงส์ 6 กัณฑ์ คือ เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป มีความรุ่งเรืองในสังคม กอปรด้วยสติปัญญา ความกล้าหาญ สติสัมปชัญญะ และเมื่อตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ (ศิริกมล สายสร้อย “ชุมชนชาวญ้อในอรัญประเทศ” ใน เมืองโบราณ ปีที่30 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2547)
ประเพณีขึ้นเขา
จัดที่คลองน้ำใสในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จุดประสงค์เพื่อนมัสการเจ้าพ่อเขาน้อยบนเขาสีชมพู (หรือ เจ้าพ่อขุนดาบ) ซึ่งสถิตอยู่ที่ปราสาทเขาน้อยสีชมพู เชื่อกันว่าเจ้าพ่อเขาน้อยจะคอยคุ้มครองชาวบ้านคลองน้ำใสให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุก ข้าว น้ำ อุดมสมบูรณ์ พิธีเริ่มจากการนิมนต์พระทุกวัดในตำบลคลองน้ำใสขึ้นไปเจริญพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเพล และในช่วงบ่าย ชาวบ้านจะขนทรายขึ้นเขาเพื่อก่อพระเจดีย์บูชาเขาน้อย (ศิริกมล สายสร้อย “ชุมชนชาวญ้อในอรัญประเทศ” ใน เมืองโบราณ ปีที่30 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2547)
พิธีเลี้ยงผีเทวดา จะจัดทำพิธีในเดือน 4 ของทุกปี มีจุดประสงค์เพื่อมิให้พวกผีตามมารังควาน จะได้อยู่เย็นเป็นสุข และถือโอกาสเป็นการเสี่ยงทายทำนายอนาคตของคนในหมู่บ้านที่ต้องการจะตรวจดวงชะตาด้วย อุปกรณ์และสิ่งของที่ใช้ในพิธี เช่น ไม้หลักทำจากไม้ไผ่ ถาดใหญ่ใส่ข้าวสาร ถ้วยใส่ข้าวเปลือก ไข่ไก่ดิบ 4 ฟอง เหล้า ผ้าขาวปูรองถาด เงินค่าครู เครื่องแต่งกายหญิง 1 ชุด ผู้ทำพิธีหรือร่างทรง จะเลือกพวงมาลัยดอกไม้มาสวมหัวแล้วจึงร่ายรำ แล้วร้องเป็นคำทำนายต่อข้าวของพวงมาลัยนั้น ประเพณีนี้ปัจจุบันไม่ใคร่ทำกันแล้ว ยังเหลือผู้ทำพิธีเพียงสามคน เป็นผู้สูงอายุสองคนและหญิงสาวอีหนึ่งคน (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:147 ; ศิริกมล สายสร้อย “ชุมชนชาวญ้อในอรัญประเทศ” ใน เมืองโบราณ ปีที่30 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2547 )
ประเพณีในรอบปี-ไทยอีสานจ.สระเเก้ว
ประเพณีการเกิด
การตั้งครรภ์ เชื่อกันว่ามีวิญญาณมาปฏิสนธิ พ่อแม่ทุกคนย่อมต้องการวิญญาณของสัตว์บริสุทธิ์มาเกิดด้วย จึงขวนขวายทำบุญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
การคลอด สมัยโบราณหรือในชนบทบางแห่ง เวลาจะคลอด ต้องจัดเตรียมฟาก หรือ กระดานไฟ และต้องให้หมอตำแยมาทำคลอด ทั้งยังต้องหาหมอธรรม หมอผี มากันภูตผี ปีศาจ พรายที่มาเบียดเบียน เวลาคลอดจึงต้องจดจำเวลาตกฟากให้แม่นยำเพราะถือเป็นเวลาสำคัญในการคำนวณอายุเมื่อจะบวชพระ ดูฤกษ์ยาม หรือผูกดวง ทั้งยังต้องสังเกตว่าเวลาตกฟากจะตกคว่ำหรือหงาย เพราะเชื่อว่าถ้าหญิงแท้ต้องตกหงาย ชายแท้ต้องตกคว่ำ ถ้าใครผิดธรรมดาจะเป็นหมัน แต่งงานแล้วไม่มีลูก ดังนั้นเมื่อคลอดออกมาให้เอามือจับองคชาติ (ของลับ) เพื่อต่อไปเด็กจะได้ไม่มีเพศพิกลพิกาล
เมื่อคลอดแล้วผู้ตัดสายรก (สายแฮ่) จะเป็นหมอตำแยหรือผู้อื่นที่มีนิสัยใจคอดี เพราะเชื่อว่าเด็กจะได้นิสัยเช่นเดียวกับผู้ตัดสายรก สำหรับของที่ใช้ตัดสายรกจะใช้ติว (ผิว)ไม้ไผ่ ไม้รวก ไม่ใช้มีด หรือ เหล็ก เขียงรองตัดนั้นใช้ว่านไฟกับก้อนหินที่สะอาดหรือถ่านไฟ ส่วนการฝังสายรก ให้พ่อเด็กหรือผู้มีนิสัยใจคอดีนำไปฝัง นิยมฝังหน้าบ้าน ฝังแล้วก่อไฟสุมไว้ ขณะถือรกไปฝังนั้นให้ถือด้วยมือขวา ไม่นิยมถือมือซ้ายเนื่องจากมีความเชื่อว่าถ้าถือด้วยมือข้างใดเด็กจะถนัดใช้มือข้างนั้น ซึ่งการถนัดด้วยมือซ้ายโบราณไม่นิยมเพราะขวาง
หลังตัดสายรกแล้วให้เด็กนอนในกระด้งที่เตรียมไว้ ซึ่งจะต้องมีสิ่งของเหล่านี้ด้วย ชาย จะมีดินสอ กระดาษวางไว้ข้างที่นอน เมื่อเติบใหญ่จะได้เป็นผู้รู้นักปราชญ์ หญิง จะมีด้ายและเข็ม เมื่อโตขึ้นจะได้ฉลาดในการบ้านการเรือน เย็บปักถักร้อย เมื่อจะเอาเด็กนอนให้บอกผีพราย ผายผีป่า ผีโหงและผีนกเค้าเสียก่อน แล้วเอามือตีกระด้ง 3 ที พร้อมกับกล่าวว่า ฮะ ฮะ ฮะ แล้วค่อยเอาเด็กนอน หลังคลอดแล้วแม่ต้องอยู่ไฟ หรือ อยู่กรรม ถ้าเป็นแม่ใหม่ บางคนต้องอยู่นาน 31 คืน/วัน หรือ 25 คืน/วัน หรือ 21 คืน/วัน แต่อย่างน้อยต้อง 19 คืน/วัน ถ้าอยู่น้อยกว่านี้จะไม่มีน้ำมีนวล เจ็บป่วยง่าย แก่เร็ว คะลำอาหารกินไม่ได้ก็ผิดสำแดง บางคนอาจถึงตาย นอกจากนี้แม่เด็กยังต้องอาบน้ำร้อน กินน้ำร้อน นอนข้างไฟ น้ำอาบให้ต้มด้วยใบหนาด ใบเป้า ใบศรีชมชื่น ต้มเดือดแล้วตักออกมาใส่แอ่งไว้ต่างหาก รอจนอุ่นแล้วจึงอาบห้ามผสมน้ำเย็น ส่วนน้ำกินให้ต้มรากน้ำเต้า แก่นฝางแดงหรือฝางเสน ยาหัว จะได้มีน้ำนม แม่ต้องเว้น (คะลำ) อาหารหลายอย่าง เช่น นกเขา ปลาค้าว ปลาชะโด อาจทำให้แสลง ออกไฟแล้วก็ยังต้องคะลำอยู่ เมื่ออยู่ไฟครบกำหนดแล้วก่อนออกให้รดน้ำมนต์ก่อน ทำน้ำมนต์ดับพิษไฟแล้วหายาตัดกรรมมาต้มกินให้ครบ 3 วัน ให้อาบน้ำเย็นตลอด ส่วนน้ำต้มอาบอยู่กรรมให้เททิ้งให้หมดพร้อมคว่ำไหด้วย (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:164 - 166)
ประเพณีการบวช
คนสระแก้วนิยมให้ลูกหลานบวชเรียน ถือเป็นการอบรมให้รู้หลักนักปราชญ์ รู้จารีตธรรมเนียม และยังเป็นการทดแทนบุพการี ผู้ที่บวชเมื่อสึกแล้ว ชาวบ้านจะเรียก ทิดจารย์ หรือ เซียง นำหน้าชื่อตามฐานะที่ตนบวช และถือว่าเป็นคนสุก เป็นคนดีมีศีลธรรม จะสู่ขอลูกสาวใครก็ไม่มีใครขัดข้อง ครั้นเมื่อมีวัยวุฒิสูง.ขึ้น ก็มักจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำของชาวบ้าน การบวชมีพิธีการที่สำคัญ ดังนี้
การมอบนาค บุตรหลานที่จะบวชต้องนำไปมอบให้เจ้าอาวาสก่อนวันบวช เรียกว่า การเข้านาค หรือ ประเคนนาค หรือมอบนาค ทั้งนี้เพื่อศึกษาการทำวัตร สวดมนต์ ท่องคำขานนาค ทำพินทุ
การปล่อยนาค ก่อนถึงวันบวช 2-3 วัน ให้นาคนำดอกไม้ธูปเทียนไปลาญาติพี่น้องเพื่อสมาลาโทษ (ขอขมา) ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ตอนเคารพนับถือ และสั่งลาชู้สาว (ถ้ามี) หากมีหนี้สินให้ชำระชดใช้เสีย การอนุญาตให้นาคไปนี้ เรียกว่า การปล่อยนาค
สำหรับเครื่องใช้ที่จะนำมาใช้ในการบวช เรียกว่า กองบวช ถ้าบวชเป็นพระภิกษุ เรียกว่า อัฐบริขาร หรือ บริขาร 8 นอกจากนี้ยังมีบริขารที่เป็นเครื่องบริวาร เช่น เสื่อ อาสนะ ร่ม รองเท้าแตะ กาน้ำ กระโถน เป็นต้น
กองบวชถ้ามีหลายกองให้นำมารวมกันที่วัด ตอนเย็นพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เสร็จแล้ว จะบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว กลางคืนมีมหรสพ ตอนเช้าถวายอาหารบิณฑบาต ถ้ามีกองเดียวก็จัดที่บ้านเจ้าภาพ ตอนค่ำนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์ที่บ้าน มีฟังเทศน์ รุ่งขึ้นตอนเช้าทำบุญเลี้ยงพระ แล้วแห่กองบวชออกมารวมกันที่วัด “กองบวชใช้เม็ง คือ เตียงหามออกมา และเตียงนั้นใช้เป็นเตียงนอนของพระบวชใหม่ เมื่อกองเม็งมารวมกันแล้วก็จะบังสุกุลแด่ผู้ตาย จากนั้นจึงสู่ขวัญนาค ที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ เรียกว่า ขันเม็ง”
การสู่ขวัญนาคจะมีพิธีแห่นาครอบศาลาวัดก่อน จะแห่ด้วยช้าง ม้า หรือ รถ ก็ได้ นาคต้องโกนผม โกนคิ้ว นุ่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แห่เสร็จพราหมณ์หรือหมอสวดทำพิธีสู่ขวัญ ผูกแขนนาค เสร็จแล้วนำเข้าพิธีบวชต่อ
พิธีบวช เวลานาคจะเข้าโบสถ์ พ่อของนาคจูงมือซ้าย แม่จูงมือขวา ถ้าไม่มีให้ญาติพี่น้องเป็นผู้จูง ก่อนเข้าโบสถ์ให้นาคนำดอกไม้ ธูปเทียนบูชาเสมาก่อน เข้าโบสถ์แล้วนำธูปเทียนบูชาพระ แล้วกลับมานั่งที่ พ่อแม่ส่งผ้าไตรให้ นาคกราบและรับผ้าไตรจากพ่อแม่ รับแล้วเดินคุกเข่าประนมมือเข้าไปในท่ามกลางสงฆ์ กล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบท พระสงฆ์โดยพระอุปัชฌาย์เป็นประธานจะดำเนินการประกอบพิธีการบวช (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:166 - 168)
ประเพณีการแต่งงาน (การกินดอง)
คำว่า กินดอง “ดอง” นั้นหมายความว่า เป็นกำแพงปิดกั้นภายในไม่ให้ออก ภายนอกไม่ให้เข้า คล้ายๆ กับดองเต่า ดองหอย ดองปู ที่ปิดบังส่วนข้างในไว้ โดยใจความ คือ ให้รู้จักข่มใจไม่ให้ความโกรธ ความโลภ ความหลง หรือความชั่วร้ายในจิตใจปรากฏออกมาภายนอก ให้เห็นแต่ส่วนที่เป็นความดี ผู้ที่แต่งงานเป็นผัวเมียกันนั้น ต้องอยู่ร่วมทุกข์สุข ย่อมมีสิ่งกระทบกระทั่งกันไม่พอใจกันบ้าง ซึ่งต้องรู้จักข่มใจไว้ และต้องรู้จักถนอมน้ำใจกัน ไม่หักหาญน้ำใจกัน การกินดอง มี 2 แบบ ได้แก่ แต่งแล้วชายไปอยู่บ้านหญิง เรียกว่า อวาหมงคล แบบนี้โบราณว่าดีนัก ดังคำว่า เอาลูกเขยมาเลี้ยงพ่อเฒ่าแม่เฒ่า ปานได้ข้าวมาใส่เล้าใส่เยีย อีกแบบคือ แต่งแล้วหญิงไปอยู่บ้านชาย เรียกว่า วิวาหมงคล แบบนี้โบราณว่าไม่สู้ดีนัก ดังคำว่า เอาลูกสะใภ้มาเลี้ยงย่า ปานเอาผีเอาห่ามาใส่เฮือนใส่ซาน การกินดองมีพิธีการดังนี้
การโอม หรือ การหมาย ฝ่ายชายจะต้องจัดเจ้าโคตร ผู้ใหญ่ของตน 2 คน พร้อมพ่อล่ามเป็นผู้ถือขันหมากไปสู่ขอต่อพ่อแม่ฝ่ายหญิง โดยมีขันเงินซึ่งมีเงิน 3 บาทเป็นค่าจ้างไขปากพ่อแม่ของหญิง เรียกว่า เงินไขคำ หรือ เงินไขปากไขคอ ถ้าพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่ยินยอมก็จะไม่ยอมรับขันเงินและของหมาย
การปลูกเรือนหอ จะปลูกที่บ้านฝ่ายหญิง โดยบอกญาติพี่น้องให้มาช่วยกัน ต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว ส่วนอาหารตลอดจนที่นอนสำหรับเลี้ยงญาติฝ่ายหญิงจะเป็นคนจัดการ
พิธีกินดอง มีลำดับของพิธีการ ดังนี้ 1. พิธีสู่ขวัญน้อย ต่างฝ่ายต่างทำพิธีตามฤกษ์ยามที่บ้านของตน 2. พิธีแห่ขันหมาก ฝ่ายชายแห่เครื่องขันหมากมาบ้านฝ่ายหญิง เมื่อถึงบ้านฝ่ายหญิงแล้ว เจ้าโคตรฝ่ายหญิงจะออกมาเชื้อเชิญให้ขึ้นเรือน โดยมีคำซักถามกันตามจารีตประเพณี เมื่อเจ้าโคตรฝ่ายหญิงอนุญาตฝ่ายชายขึ้นเรือน ฝ่ายหญิงจะจัดอาหารมาเลี้ยงดู 3. พิธีสู่ขวัญกับก่าย เป็นพิธีบ่าวสาวเข้าสู่ขวัญด้วยกัน 4. พิธีป้อนไข่ โดยเอาไข่ขวัญมาปอก ใช้เส้นผมผ่ากลาง ครึ่งหนึ่งให้เจ้าบ่าวถือด้วยมือซ้าย อีกครึ่งให้เจ้าสาวถือด้วยมือขวา แล้วให้บ่าวสาวป้อนไข่กัน 5. พิธีสอนใภ้สอนเขย สอนให้รู้จักจารีตในการครองคู่ ฝ่ายชายนำดอกไม้ธูปเทียนขอสมา (สมมา) พ่อแม่เจ้าโคตรฝ่ายหญิง เสร็จแล้วกลับบ้านตนเพื่อขอขั้นตอนพิธีต่อไป 6. ฝ่ายหญิงนำของไปขอสมาเจ้าโคตรฝ่ายชาย เสร็จแล้วกลับบ้านตน 7. พิธีส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว เมื่อเจ้าบ่าวกลับมาอยู่บ้านตนครบ 3 คืน ก็จะได้เวลาส่งตัวเจ้าบ่าว จะส่งตัวประมาณ 2 ทุ่มเศษ เรียก เวลาโฮมสาว หรือ โฮมแลง ฝ่ายหญิงจะคอยต้อนรับและเชื้อเชิญให้ขึ้นเรือน นำอาหารมาเลี้ยงดู 8. พิธีปูที่นอน ผู้เฒ่าเจ้าโคตรฝ่ายหญิงที่มีฐานะดี ความประพฤติดี ไม่เคยหย่าร้างจะเป็นผู้ปูที่นอน โดยปูของผู้ชายให้สูงไว้ทางขวา ผู้หญิงให้ต่ำไว้ทางซ้าย ปูเสร็จให้ทำพิธีนอนก่อน แล้วเปิดประตูให้ชายหญิงออกมานั่งข้างนอกต่อหน้าเจ้าโคตรรับฟังการบอกสอนและมอบตัว 9. พิธีมอบสายเส้น เจ้าโคตรฝ่ายชายจะมอบสายเส้นฝากฝังเจ้าบ่าวให้เป็นลูกเป็นเต้าสืบไป เป็นอันเสร็จพิธี (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:168 – 172)
ประเพณีแห่นางแมว ปีใดฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล ก็จะมีพิธีแห่นางแมวเพื่อช่วยขอฝน ชาวไทยอีสานถือเอาเคล็ดที่แมวร้องในเวลาฝนตกว่าเป็นเหตุให้เกิดฝนตก ชาวบ้านต้องร่วมมือกันสาดน้ำ และทำให้แมวร้องมากที่สุดจึงจะเป็นผลดี ขบวนแห่ไปบ้านใครก็ต้องสาดน้ำลงมา (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:176-177)
พิธีแห่แม่นางด้ง เป็นการทำพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อขอฝนโดยใช้กระด้งเป็นอุปกรณ์สำคัญ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:177)
ประเพณีพิธีแห่ข้าวพันก้อน จะทำพิธีนี้เมื่อมีการทำบุญพระเวสหรือบุญมหาชาติ และเมื่อฝนไม่ตกในฤดูทำนา มีจุดประสงค์เพื่อขอฝน แต่เป็นการขอกับพระรัตนตรัยไม่ได้ขอจากเทวดา (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:178)
ประเพณีบุญบั้งไฟ มาจากความเชื่อว่า พระยาแถน ผู้เป็นเทพเจ้าที่บันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล การทำบุญบั้งไฟเป็นการส่งสัญญาณให้พระยาแถนได้รับทราบว่าถึงฤดูกาลทำนาแล้ว อย่าลืมส่งฟ้าฝนให้ตกตามฤดูกาล เป็นการทดสอบความสามัคคีและสร้างกำลังใจให้กับชาวไทยอีสาน (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:178)
ประเพณีการเลี้ยงปู่ตา มักจะทำระหว่างเดือน 6-7 เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วโดยจะทำพร้อมกันทั้งหมู่บ้าน โดยจะทำที่ ดอนปู่ตา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ปู่ตาสิงสถิตอยู่ ดอนปู่ตาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ห้ามตัดโค่นต้นไม้หรือยิงสัตว์ การนับถือนี้ในเขตชนบทยังคงถือปฏิบัติกันอยู่ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:178-179)
ประเพณีการลงแขก ทำเมื่อมีงาน คือมีงานลงแขก 3 อย่าง ได้แก่ ลงแขกสร้างบ้าน ลงแขกทำนา ลงแขกหาอาหาร เป็นการแสดงความเอื้อเฟื้อต่อกัน งานที่จะต้องลงแขกนั้นมีทั้งงานส่วนตัวและส่วนรวม งานส่วนตัวนั้นมักเป็นงานใหญ่ที่เหลือบ่ากว่าแรง หรือไม่ก็เป็นงานที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:180)
ประเพณีบุญข้าวจี่ ชาวอีสานจะทำข้าวจี่ในเดือน 3 เพื่อไปถวายพระที่วัด การทำข้าวจี่ทำให้เห็นว่าความจนไม่เป็นอุปสรรคในการเอื้อเฟื้อต่อกัน (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:180)
บุญเดือนสี่บุญพระเวส กำหนดเวลาไว้ระหว่างเดือน 4 ข้างแรม ถึงเดือน 5 มูลเหตุจากความหวังในอานิสงส์ของการฟังเทศน์มหาชาติคาถาพันให้จบภายในวันเดียวจะได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริย์ซึ่งเชื่อเป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด มีมนุษยธรรมและความเป็นธรรมในสังคมมากที่สุด (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:180 – 181
ประเพณีทำบุญคูนลาน ทำในเดือนยี่ จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในลานของตน และเพื่อให้ได้ข้าวมากขึ้น โดยจะทำที่ลานนวดข้าว แต่ละคนจะทำไม่พร้อมกัน จะจัดพิธีทำบุญคูนลานในวันที่ข้าวขึ้นยุ้ง (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:181-182)
ประเพณีบุญข้าวประดับดิน ทำวันข้างแรม 14 ค่ำ เดือน 9 เป็นการให้ทานแก่ผีบรรพบุรุษ เรียกว่า เปรตพลี และเพื่อเลี้ยง พระภิกษุสงฆ์ เรียกว่า เทวดาพลี
(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:176–181)
การตั้งครรภ์ เชื่อกันว่ามีวิญญาณมาปฏิสนธิ พ่อแม่ทุกคนย่อมต้องการวิญญาณของสัตว์บริสุทธิ์มาเกิดด้วย จึงขวนขวายทำบุญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
การคลอด สมัยโบราณหรือในชนบทบางแห่ง เวลาจะคลอด ต้องจัดเตรียมฟาก หรือ กระดานไฟ และต้องให้หมอตำแยมาทำคลอด ทั้งยังต้องหาหมอธรรม หมอผี มากันภูตผี ปีศาจ พรายที่มาเบียดเบียน เวลาคลอดจึงต้องจดจำเวลาตกฟากให้แม่นยำเพราะถือเป็นเวลาสำคัญในการคำนวณอายุเมื่อจะบวชพระ ดูฤกษ์ยาม หรือผูกดวง ทั้งยังต้องสังเกตว่าเวลาตกฟากจะตกคว่ำหรือหงาย เพราะเชื่อว่าถ้าหญิงแท้ต้องตกหงาย ชายแท้ต้องตกคว่ำ ถ้าใครผิดธรรมดาจะเป็นหมัน แต่งงานแล้วไม่มีลูก ดังนั้นเมื่อคลอดออกมาให้เอามือจับองคชาติ (ของลับ) เพื่อต่อไปเด็กจะได้ไม่มีเพศพิกลพิกาล
เมื่อคลอดแล้วผู้ตัดสายรก (สายแฮ่) จะเป็นหมอตำแยหรือผู้อื่นที่มีนิสัยใจคอดี เพราะเชื่อว่าเด็กจะได้นิสัยเช่นเดียวกับผู้ตัดสายรก สำหรับของที่ใช้ตัดสายรกจะใช้ติว (ผิว)ไม้ไผ่ ไม้รวก ไม่ใช้มีด หรือ เหล็ก เขียงรองตัดนั้นใช้ว่านไฟกับก้อนหินที่สะอาดหรือถ่านไฟ ส่วนการฝังสายรก ให้พ่อเด็กหรือผู้มีนิสัยใจคอดีนำไปฝัง นิยมฝังหน้าบ้าน ฝังแล้วก่อไฟสุมไว้ ขณะถือรกไปฝังนั้นให้ถือด้วยมือขวา ไม่นิยมถือมือซ้ายเนื่องจากมีความเชื่อว่าถ้าถือด้วยมือข้างใดเด็กจะถนัดใช้มือข้างนั้น ซึ่งการถนัดด้วยมือซ้ายโบราณไม่นิยมเพราะขวาง
หลังตัดสายรกแล้วให้เด็กนอนในกระด้งที่เตรียมไว้ ซึ่งจะต้องมีสิ่งของเหล่านี้ด้วย ชาย จะมีดินสอ กระดาษวางไว้ข้างที่นอน เมื่อเติบใหญ่จะได้เป็นผู้รู้นักปราชญ์ หญิง จะมีด้ายและเข็ม เมื่อโตขึ้นจะได้ฉลาดในการบ้านการเรือน เย็บปักถักร้อย เมื่อจะเอาเด็กนอนให้บอกผีพราย ผายผีป่า ผีโหงและผีนกเค้าเสียก่อน แล้วเอามือตีกระด้ง 3 ที พร้อมกับกล่าวว่า ฮะ ฮะ ฮะ แล้วค่อยเอาเด็กนอน หลังคลอดแล้วแม่ต้องอยู่ไฟ หรือ อยู่กรรม ถ้าเป็นแม่ใหม่ บางคนต้องอยู่นาน 31 คืน/วัน หรือ 25 คืน/วัน หรือ 21 คืน/วัน แต่อย่างน้อยต้อง 19 คืน/วัน ถ้าอยู่น้อยกว่านี้จะไม่มีน้ำมีนวล เจ็บป่วยง่าย แก่เร็ว คะลำอาหารกินไม่ได้ก็ผิดสำแดง บางคนอาจถึงตาย นอกจากนี้แม่เด็กยังต้องอาบน้ำร้อน กินน้ำร้อน นอนข้างไฟ น้ำอาบให้ต้มด้วยใบหนาด ใบเป้า ใบศรีชมชื่น ต้มเดือดแล้วตักออกมาใส่แอ่งไว้ต่างหาก รอจนอุ่นแล้วจึงอาบห้ามผสมน้ำเย็น ส่วนน้ำกินให้ต้มรากน้ำเต้า แก่นฝางแดงหรือฝางเสน ยาหัว จะได้มีน้ำนม แม่ต้องเว้น (คะลำ) อาหารหลายอย่าง เช่น นกเขา ปลาค้าว ปลาชะโด อาจทำให้แสลง ออกไฟแล้วก็ยังต้องคะลำอยู่ เมื่ออยู่ไฟครบกำหนดแล้วก่อนออกให้รดน้ำมนต์ก่อน ทำน้ำมนต์ดับพิษไฟแล้วหายาตัดกรรมมาต้มกินให้ครบ 3 วัน ให้อาบน้ำเย็นตลอด ส่วนน้ำต้มอาบอยู่กรรมให้เททิ้งให้หมดพร้อมคว่ำไหด้วย (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:164 - 166)
ประเพณีการบวช
คนสระแก้วนิยมให้ลูกหลานบวชเรียน ถือเป็นการอบรมให้รู้หลักนักปราชญ์ รู้จารีตธรรมเนียม และยังเป็นการทดแทนบุพการี ผู้ที่บวชเมื่อสึกแล้ว ชาวบ้านจะเรียก ทิดจารย์ หรือ เซียง นำหน้าชื่อตามฐานะที่ตนบวช และถือว่าเป็นคนสุก เป็นคนดีมีศีลธรรม จะสู่ขอลูกสาวใครก็ไม่มีใครขัดข้อง ครั้นเมื่อมีวัยวุฒิสูง.ขึ้น ก็มักจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำของชาวบ้าน การบวชมีพิธีการที่สำคัญ ดังนี้
การมอบนาค บุตรหลานที่จะบวชต้องนำไปมอบให้เจ้าอาวาสก่อนวันบวช เรียกว่า การเข้านาค หรือ ประเคนนาค หรือมอบนาค ทั้งนี้เพื่อศึกษาการทำวัตร สวดมนต์ ท่องคำขานนาค ทำพินทุ
การปล่อยนาค ก่อนถึงวันบวช 2-3 วัน ให้นาคนำดอกไม้ธูปเทียนไปลาญาติพี่น้องเพื่อสมาลาโทษ (ขอขมา) ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ตอนเคารพนับถือ และสั่งลาชู้สาว (ถ้ามี) หากมีหนี้สินให้ชำระชดใช้เสีย การอนุญาตให้นาคไปนี้ เรียกว่า การปล่อยนาค
สำหรับเครื่องใช้ที่จะนำมาใช้ในการบวช เรียกว่า กองบวช ถ้าบวชเป็นพระภิกษุ เรียกว่า อัฐบริขาร หรือ บริขาร 8 นอกจากนี้ยังมีบริขารที่เป็นเครื่องบริวาร เช่น เสื่อ อาสนะ ร่ม รองเท้าแตะ กาน้ำ กระโถน เป็นต้น
กองบวชถ้ามีหลายกองให้นำมารวมกันที่วัด ตอนเย็นพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เสร็จแล้ว จะบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว กลางคืนมีมหรสพ ตอนเช้าถวายอาหารบิณฑบาต ถ้ามีกองเดียวก็จัดที่บ้านเจ้าภาพ ตอนค่ำนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์ที่บ้าน มีฟังเทศน์ รุ่งขึ้นตอนเช้าทำบุญเลี้ยงพระ แล้วแห่กองบวชออกมารวมกันที่วัด “กองบวชใช้เม็ง คือ เตียงหามออกมา และเตียงนั้นใช้เป็นเตียงนอนของพระบวชใหม่ เมื่อกองเม็งมารวมกันแล้วก็จะบังสุกุลแด่ผู้ตาย จากนั้นจึงสู่ขวัญนาค ที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ เรียกว่า ขันเม็ง”
การสู่ขวัญนาคจะมีพิธีแห่นาครอบศาลาวัดก่อน จะแห่ด้วยช้าง ม้า หรือ รถ ก็ได้ นาคต้องโกนผม โกนคิ้ว นุ่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แห่เสร็จพราหมณ์หรือหมอสวดทำพิธีสู่ขวัญ ผูกแขนนาค เสร็จแล้วนำเข้าพิธีบวชต่อ
พิธีบวช เวลานาคจะเข้าโบสถ์ พ่อของนาคจูงมือซ้าย แม่จูงมือขวา ถ้าไม่มีให้ญาติพี่น้องเป็นผู้จูง ก่อนเข้าโบสถ์ให้นาคนำดอกไม้ ธูปเทียนบูชาเสมาก่อน เข้าโบสถ์แล้วนำธูปเทียนบูชาพระ แล้วกลับมานั่งที่ พ่อแม่ส่งผ้าไตรให้ นาคกราบและรับผ้าไตรจากพ่อแม่ รับแล้วเดินคุกเข่าประนมมือเข้าไปในท่ามกลางสงฆ์ กล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบท พระสงฆ์โดยพระอุปัชฌาย์เป็นประธานจะดำเนินการประกอบพิธีการบวช (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:166 - 168)
ประเพณีการแต่งงาน (การกินดอง)
คำว่า กินดอง “ดอง” นั้นหมายความว่า เป็นกำแพงปิดกั้นภายในไม่ให้ออก ภายนอกไม่ให้เข้า คล้ายๆ กับดองเต่า ดองหอย ดองปู ที่ปิดบังส่วนข้างในไว้ โดยใจความ คือ ให้รู้จักข่มใจไม่ให้ความโกรธ ความโลภ ความหลง หรือความชั่วร้ายในจิตใจปรากฏออกมาภายนอก ให้เห็นแต่ส่วนที่เป็นความดี ผู้ที่แต่งงานเป็นผัวเมียกันนั้น ต้องอยู่ร่วมทุกข์สุข ย่อมมีสิ่งกระทบกระทั่งกันไม่พอใจกันบ้าง ซึ่งต้องรู้จักข่มใจไว้ และต้องรู้จักถนอมน้ำใจกัน ไม่หักหาญน้ำใจกัน การกินดอง มี 2 แบบ ได้แก่ แต่งแล้วชายไปอยู่บ้านหญิง เรียกว่า อวาหมงคล แบบนี้โบราณว่าดีนัก ดังคำว่า เอาลูกเขยมาเลี้ยงพ่อเฒ่าแม่เฒ่า ปานได้ข้าวมาใส่เล้าใส่เยีย อีกแบบคือ แต่งแล้วหญิงไปอยู่บ้านชาย เรียกว่า วิวาหมงคล แบบนี้โบราณว่าไม่สู้ดีนัก ดังคำว่า เอาลูกสะใภ้มาเลี้ยงย่า ปานเอาผีเอาห่ามาใส่เฮือนใส่ซาน การกินดองมีพิธีการดังนี้
การโอม หรือ การหมาย ฝ่ายชายจะต้องจัดเจ้าโคตร ผู้ใหญ่ของตน 2 คน พร้อมพ่อล่ามเป็นผู้ถือขันหมากไปสู่ขอต่อพ่อแม่ฝ่ายหญิง โดยมีขันเงินซึ่งมีเงิน 3 บาทเป็นค่าจ้างไขปากพ่อแม่ของหญิง เรียกว่า เงินไขคำ หรือ เงินไขปากไขคอ ถ้าพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่ยินยอมก็จะไม่ยอมรับขันเงินและของหมาย
การปลูกเรือนหอ จะปลูกที่บ้านฝ่ายหญิง โดยบอกญาติพี่น้องให้มาช่วยกัน ต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว ส่วนอาหารตลอดจนที่นอนสำหรับเลี้ยงญาติฝ่ายหญิงจะเป็นคนจัดการ
พิธีกินดอง มีลำดับของพิธีการ ดังนี้ 1. พิธีสู่ขวัญน้อย ต่างฝ่ายต่างทำพิธีตามฤกษ์ยามที่บ้านของตน 2. พิธีแห่ขันหมาก ฝ่ายชายแห่เครื่องขันหมากมาบ้านฝ่ายหญิง เมื่อถึงบ้านฝ่ายหญิงแล้ว เจ้าโคตรฝ่ายหญิงจะออกมาเชื้อเชิญให้ขึ้นเรือน โดยมีคำซักถามกันตามจารีตประเพณี เมื่อเจ้าโคตรฝ่ายหญิงอนุญาตฝ่ายชายขึ้นเรือน ฝ่ายหญิงจะจัดอาหารมาเลี้ยงดู 3. พิธีสู่ขวัญกับก่าย เป็นพิธีบ่าวสาวเข้าสู่ขวัญด้วยกัน 4. พิธีป้อนไข่ โดยเอาไข่ขวัญมาปอก ใช้เส้นผมผ่ากลาง ครึ่งหนึ่งให้เจ้าบ่าวถือด้วยมือซ้าย อีกครึ่งให้เจ้าสาวถือด้วยมือขวา แล้วให้บ่าวสาวป้อนไข่กัน 5. พิธีสอนใภ้สอนเขย สอนให้รู้จักจารีตในการครองคู่ ฝ่ายชายนำดอกไม้ธูปเทียนขอสมา (สมมา) พ่อแม่เจ้าโคตรฝ่ายหญิง เสร็จแล้วกลับบ้านตนเพื่อขอขั้นตอนพิธีต่อไป 6. ฝ่ายหญิงนำของไปขอสมาเจ้าโคตรฝ่ายชาย เสร็จแล้วกลับบ้านตน 7. พิธีส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว เมื่อเจ้าบ่าวกลับมาอยู่บ้านตนครบ 3 คืน ก็จะได้เวลาส่งตัวเจ้าบ่าว จะส่งตัวประมาณ 2 ทุ่มเศษ เรียก เวลาโฮมสาว หรือ โฮมแลง ฝ่ายหญิงจะคอยต้อนรับและเชื้อเชิญให้ขึ้นเรือน นำอาหารมาเลี้ยงดู 8. พิธีปูที่นอน ผู้เฒ่าเจ้าโคตรฝ่ายหญิงที่มีฐานะดี ความประพฤติดี ไม่เคยหย่าร้างจะเป็นผู้ปูที่นอน โดยปูของผู้ชายให้สูงไว้ทางขวา ผู้หญิงให้ต่ำไว้ทางซ้าย ปูเสร็จให้ทำพิธีนอนก่อน แล้วเปิดประตูให้ชายหญิงออกมานั่งข้างนอกต่อหน้าเจ้าโคตรรับฟังการบอกสอนและมอบตัว 9. พิธีมอบสายเส้น เจ้าโคตรฝ่ายชายจะมอบสายเส้นฝากฝังเจ้าบ่าวให้เป็นลูกเป็นเต้าสืบไป เป็นอันเสร็จพิธี (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:168 – 172)
ประเพณีแห่นางแมว ปีใดฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล ก็จะมีพิธีแห่นางแมวเพื่อช่วยขอฝน ชาวไทยอีสานถือเอาเคล็ดที่แมวร้องในเวลาฝนตกว่าเป็นเหตุให้เกิดฝนตก ชาวบ้านต้องร่วมมือกันสาดน้ำ และทำให้แมวร้องมากที่สุดจึงจะเป็นผลดี ขบวนแห่ไปบ้านใครก็ต้องสาดน้ำลงมา (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:176-177)
พิธีแห่แม่นางด้ง เป็นการทำพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อขอฝนโดยใช้กระด้งเป็นอุปกรณ์สำคัญ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:177)
ประเพณีพิธีแห่ข้าวพันก้อน จะทำพิธีนี้เมื่อมีการทำบุญพระเวสหรือบุญมหาชาติ และเมื่อฝนไม่ตกในฤดูทำนา มีจุดประสงค์เพื่อขอฝน แต่เป็นการขอกับพระรัตนตรัยไม่ได้ขอจากเทวดา (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:178)
ประเพณีบุญบั้งไฟ มาจากความเชื่อว่า พระยาแถน ผู้เป็นเทพเจ้าที่บันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล การทำบุญบั้งไฟเป็นการส่งสัญญาณให้พระยาแถนได้รับทราบว่าถึงฤดูกาลทำนาแล้ว อย่าลืมส่งฟ้าฝนให้ตกตามฤดูกาล เป็นการทดสอบความสามัคคีและสร้างกำลังใจให้กับชาวไทยอีสาน (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:178)
ประเพณีการเลี้ยงปู่ตา มักจะทำระหว่างเดือน 6-7 เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วโดยจะทำพร้อมกันทั้งหมู่บ้าน โดยจะทำที่ ดอนปู่ตา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ปู่ตาสิงสถิตอยู่ ดอนปู่ตาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ห้ามตัดโค่นต้นไม้หรือยิงสัตว์ การนับถือนี้ในเขตชนบทยังคงถือปฏิบัติกันอยู่ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:178-179)
ประเพณีการลงแขก ทำเมื่อมีงาน คือมีงานลงแขก 3 อย่าง ได้แก่ ลงแขกสร้างบ้าน ลงแขกทำนา ลงแขกหาอาหาร เป็นการแสดงความเอื้อเฟื้อต่อกัน งานที่จะต้องลงแขกนั้นมีทั้งงานส่วนตัวและส่วนรวม งานส่วนตัวนั้นมักเป็นงานใหญ่ที่เหลือบ่ากว่าแรง หรือไม่ก็เป็นงานที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:180)
ประเพณีบุญข้าวจี่ ชาวอีสานจะทำข้าวจี่ในเดือน 3 เพื่อไปถวายพระที่วัด การทำข้าวจี่ทำให้เห็นว่าความจนไม่เป็นอุปสรรคในการเอื้อเฟื้อต่อกัน (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:180)
บุญเดือนสี่บุญพระเวส กำหนดเวลาไว้ระหว่างเดือน 4 ข้างแรม ถึงเดือน 5 มูลเหตุจากความหวังในอานิสงส์ของการฟังเทศน์มหาชาติคาถาพันให้จบภายในวันเดียวจะได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริย์ซึ่งเชื่อเป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด มีมนุษยธรรมและความเป็นธรรมในสังคมมากที่สุด (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:180 – 181
ประเพณีทำบุญคูนลาน ทำในเดือนยี่ จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในลานของตน และเพื่อให้ได้ข้าวมากขึ้น โดยจะทำที่ลานนวดข้าว แต่ละคนจะทำไม่พร้อมกัน จะจัดพิธีทำบุญคูนลานในวันที่ข้าวขึ้นยุ้ง (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:181-182)
ประเพณีบุญข้าวประดับดิน ทำวันข้างแรม 14 ค่ำ เดือน 9 เป็นการให้ทานแก่ผีบรรพบุรุษ เรียกว่า เปรตพลี และเพื่อเลี้ยง พระภิกษุสงฆ์ เรียกว่า เทวดาพลี
(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:176–181)





