วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ปฏิทินวัฒนธรรม จ.สระแก้ว

ประเพณีแห่สมโภชพระบรมสารีริกธาตุ

ประเพณีแห่สมโภชพระบรมสารีริกธาตุ ที่วัดนครธรรม หมู่ 4 บ้านสระลพ ต.วัฒนานคร อ.วัฒนานคร

พระบรมสารีริกธาตุนี้ได้มาจากเมืองรัตนะปุระประเทศศรีลังกาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 โดยพระครูวัฒนานครกิจ เจ้าคณะอำเภอวัฒนานคร ได้เดินทางไปรับจากประธานาธิบดีประเทศศรีลังกา แล้วอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดนครธรรม อำเภอวัฒนานคร มีการทำพิธีแห่สมโภชทุกปี 9 วัน 9 คืน โดยจะจัดขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:183)

ประเพณีกำฟ้าของชาวไทยพวน

ประเพณีกำฟ้า

เป็นประเพณีที่ของชาวไทยพวนได้ปฏิบัติสืบทอดกันมากว่า 200 ปีแล้ว เพื่อระลึกถึงคุณความดีของดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่ชาวไทยพวนเคารพบูชา และยังเป็นการบวงสรวงต่อเทพเจ้า จะจัดในวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี โดยช่วงก่อนหน้าวันสำคัญนี้พ่อแม่หรือปู่ย่าจะบอกให้ลูกหลานทราบล่วงหน้า เพื่อจัดเตรียมข้าวปลาอาหาร น้ำกินน้ำใช้ไว้ในเรือนชานให้บริบูรณ์ รวมทั้งฟืนไฟด้วย (เนื่องจากเมื่อถึงวันนี้ทุกครัวเรือนต่างต้องหยุดทำงานทุกอย่าง รวมทั้งการซักผ้า ตำข้าว เป็นเวลาราว 3-5 วัน ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมตัวก่อนล่วงหน้า)รุ่งเช้าของวันถือ ผู้ใหญ่ในบ้านจะนำอาหารคาวหวานไปทำบุญตักบาตรและฟังเทศน์ที่วัด ตกค่ำจะมีการละเล่นระหว่างหนุ่มสาว พอถึงวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ชาวบ้านทุกครัวเรือนจะเตรียมข้าวเหนียวไว้เพื่อทำข้าวจี่ตามประเพณีฮีต 12 และนำไปถวายที่วัด (ดูเรื่อง กรรมวิธีในการทำข้าวจี่ ) นอกจากนี้ ลูกหลานจะเตรียมหาบซ้าแฮ (หมายถึง ตะกร้าหาบใส่อาหารคาวหวานไปวัด) บางบ้านจะใช้กะซ้าหรือกะต่า (ตะกร้า) ใส่พา (ถาดใหญ่) ข้างหนึ่งเป็นข้าวข้างหนึ่งเป็นของหวาน บ้านไหนมีลูกสาวจะให้ลูกสาวหาบไป ส่วนพ่อแม่จะถือข้าวสุก ดอกไม้ตามลูกหลานไป คนเฒ่าคนแก่หากยังลุกไหวก็จะพากันไปวัดด้วย หลังจากพระสงฆ์ฉันจังหันเสร็จ อาหารและข้าวจี่ที่เหลือชาวบ้านจะไม่นำกลับบ้าน แต่จะแลกกันที่วัดหรือแบ่งปันให้ญาติพี่น้องหรือคนที่มีฐานะด้อยกว่า ตกกลางคืนจะมีการละเล่นบ้าง รำเกี้ยวกันบ้างบริเวณลานของหมู่บ้าน ซึ่งเรียกว่า ลงข่วง
เคล็ดในระหว่างวันกำฟ้า ชาวบ้านที่เป็นคนพวนมักเคารพเชื่อฟังคนแก่หรือคนที่น่าเคารพนับถือในหมู่บ้าน ยกให้ท่านเป็นคนนำในพิธี ในอดีตเมื่อครั้งที่ยังไม่มีผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านจะฟังกำหนด “วันกำ” (วันถือ) จากอาญาวัด (สมภาร อธิการวัด) รองลงมาก็จะฟังจาก คนแก่ในหมู่บ้านที่เรียกกันว่า กวานบ้าน (ทางภาคเหนือซึ่งหมายถึงผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง) ท่านผู้นี้จะคอยฟังเสียงฟ้าร้อง ถ้าได้ยินฟ้าร้องก็จะรีบไปถามคนหูตึงในหมู่บ้าน (ใครก็ได้ แต่ส่วนมากจะไปถามคนแก่ที่ตาหูไม่สู้จะดีนัก) ว่าได้ยินเสียงฟ้าร้องไหม ถ้าบอกว่าได้ยิน ก็ให้ถามต่อว่าได้ยินทางทิศไหน นี่เป็นการถามถือเคล็ดฟังเสียงฟ้าร้อง เมื่อมีคนได้ยินแล้ว กวานบ้านจะประกาศให้ชาวบ้านทราบโดยทั่วกันว่า วันนี้ถ้าใครทำอะไรอยู่ก็ขอให้งดให้หยุดทันทีจนกว่าดวงอาทิตย์จะตกดิน การถือเคล็ดนี้เป็นการสอนให้ลูกหลานเป็นคนช่างสังเกต ให้รู้เรื่องดิน ฟ้า อากาศ โดยมีสอนกันมาแต่โบราณว่า
1. เสียงฟ้าร้อง ดังมาจากทิศใต้ ท่านสอนว่า ชาวบ้านจะอดเกลือ
2. เสียงฟ้าร้อง ดังมาจากทิศเหนือ ท่านสอนว่า ชาวบ้านจะอดข้าว
3. เสียงฟ้าร้อง ดังมาจากทิศตะวันตก ท่านสอนว่า ชาวบ้านจะเอาจามาทำหอก หมายถึง บ้านเมืองจะเกิดศึกสงคราม จา คือ จอบขุด ต้องมีการสู้รบนองเลือดกันขนาดเอาจอบมาเป็นอาวุธ
4. เสียงฟ้าร้อง ดังมาจากทิศตะวันออก ท่านสอนว่า ชาวบ้านจะเอาหอกมาทำจา หมายถึง จะอยู่ร่มเย็นเป็นสุข ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ โรคภัยไข้เจ็บไม่มาเบียดเบียน

นอกจากนี้บรรพบุรุษยังสอนให้ลูกหลานรู้จักสังเกตสภาพธรรมชาติในช่วงเดือน 3 เพื่อทำนายความเป็นไปในช่วงฤดูกาลของปีนั้นๆ อีกด้วย
1. ถ้าตอนรุ่งเช้าวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ให้พยายามสังเกตดวงอาทิตย์ (ภาษาพวน ว่า ดวงตาเง็น) ขณะกำลังโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าทิศตะวันออก ถ้ามีก้อนเมฆ (ขี้เฟื้อ) บดบังโดยทั่วไปหรือไม่ ถ้ามีมาก ทำนายว่า ฝนฟ้าจะดี ข้าวน้ำปูปลาจะอุดมสมบูรณ์ ไร่นาจะได้ผลิตผลมาก
2. ถ้าก้อนเมฆบดบังดวงอาทิตย์เพียงเล็กน้อย ทำนายว่า ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล น้ำจะน้อย ต้องทำเหมืองฝายหรือทำนบกั้นน้ำไว้ล่วงหน้า
3. ถ้าดวงอาทิตย์ปราศจากก้อนเมฆเลย ทำนายว่า ฝนฟ้าจะมาล่าหลงฤดู ต้นปีน้ำน้อย ปลายปีน้ำมาก ระวังข้าวในนาต้นปีจะไม่ทันน้ำ แต่ปลายปีน้ำจะท่วมใหญ่ นาจะเสีย ข้าวจะล่ม
4. ถ้าปีใด ดวงอาทิตย์มีก้อนเมฆลอยมาบดบังจนหนาทึบ ทำนายว่า ปีนั้นน้ำต้นปีจะดีมาก แต่ปลายปีจะขาดแคลน ให้เร่งเก็บกักน้ำไว้เพื่อให้ข้าวทันน้ำ
เมื่อเริ่มวันกำฟ้า พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจะพูดเอง เออเองกับสัตว์เลี้ยงภายในบ้านเรือนของตน อาทิ วัวควาย หมูหมา เป็ดไก่ สรรแต่คำพูดที่เป็นสิริมงคล เช่น “ฝูงสูทั้งหลายเฮย กำฟ้าเน้อ...อยู่ฮ่มเย็นเป็นสุขเน้อ” เป็นต้น (โพธิ์ แซมลำเจียก, 2538:17-25)

ประเพณีในรอบปีของชาวผู้ไท

ประเพณีเกี่ยวกับลัทธิศาสนา ชาวผู้ไทมีความนับถือเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา งานบุญของชาวผู้ไทมีดังนี้
1 ทำบุญบ้องไฟ ทำภายในเดือน 6 ถึงกลางเดือน8 โดยชาวบ้านจะไปรวมตัวกันที่วัด มีการแห่บ้องไฟรอบโบสถ์ เมื่อแห่เรียบร้อยแล้วนำบ้องไฟขึ้นไปเก็บไว้บนกุฏิในวัด รุ่งขึ้นจะพากันเอาบ้องไฟไปวางพาดกับบันไดเพื่อจุดไฟขึ้น หากบ้องไฟจุดติดดีขึ้นไปสู่ท้องฟ้าหมายถึงฝนฟ้าข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ หากจุดไม่ติดหมายถึงข้าวปลาอัตคัด
2 ทำบุญพระเวศ (มหาชาติ) ทำในระหว่างเดือน 4 โดยจะแบ่งกัณฑ์เทศน์ 13 กัณฑ์ออกเป็นหลายผูก แจกจ่ายไปตามวัดต่างๆ เพื่อนิมนต์พระให้มาเทศน์ในวันที่กำหนด คืนวันแรกจะมีการเทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสน (เทศน์พระมาลัย) รุ่งเช้าของอีกวันเทศน์ศักราชและดำเนินความเบื้องต้น แล้วจึงเริ่มเทศน์พระเวศเรียงตามลำดับกัณฑ์ ระหว่างพระเทศพวกทายกต่างเอาข้าวตอกดอกไม้ข้าวสารและสตางค์ซัดไปที่ธรรมาสน์
3 ทำบุญวันออกพรรษา ชาวบ้านพากันนำดอกไม้ธูปเทียนไปจุดบูชาพระที่วัด ซึ่งพระเจ้าวัดเอาก้านกล้วยทำเป็นรูปคล้ายเรือปักไว้กลางวัด พวกชาวบ้านจะพากันเอาดอกไม้ธูปเทียนไปปัก เรียกว่า ใต้ประธูป รุ่งขึ้นชาวบ้านพร้อมด้วยพระสงฆ์นำเอารูปซึ่งสมมุติเป็นเรือไปลอยที่น้ำลึกหรือน้ำไหล เรียกว่า ล่องเรือไฟ
4 ทำบุญข้าวจี่ ชาวบ้านพร้อมด้วยพระสงฆ์ไปตัดต้นไม้ข้าวจี่ เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งคล้ายตนปอมาจากป่ามากองไว้ที่วัด รุ่งขึ้นชาวบ้านต่างนำเอาข้าวเหนียวนึ่งสุกแล้วไปปั้นโอบไม้ที่ตัดมาเป็นก้อนๆ แล้วปิ้งไฟ เอาไข่ไก่ทาเกลือโรย เอาน้ำอ้อยใส่ข้าวแล้วปิ้งให้สุก เรียกว่า ข้าวจี่ นำข้าวนั้นขึ้นถวายพระ เมื่อพระฉันข้าวจี่แล้วจะเทศน์บอกอานิสงส์ 1 กัณฑ์
5 ทำบุญข้าวประดับดิน จะทำกันในเวลาเช้ามืดเดือน 9 โดยชาวบ้านจะนำเอาอาหารพร้อมหมากบุหรี่แบ่งเป็นห่อไปวางไว้ตามต้นไม้หรือพื้นดินในบริเวณวัด ถือเป็นการนำไปเลี้ยงผีปู่ ย่า ตา ยาย ญาติที่เสียไปแล้ว พอถึงเวลาพระบิณฑบาต จึงนำเอาเครื่องไทยทานไปตักบาตรอีกครั้งหนึ่ง
6 ทำบุญข้าวสาก (คล้ายกับทำบุญสารท) เริ่มในวันเพ็ญเดือน 10 เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผีทั้งที่มีญาติและไมมีญาติ เป็นการแสดงความกตัญญูต่อญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว หากใครไม่ปฏิบัติจะได้รับความเดือดร้อน และในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 ทุกบ้านต่างทำขนมข้าวต้มเพื่อใส่บาตรในวันเพ็ญตอนเช้า และนำสำรับคาวหวานไปถวายเพลแด่พระที่วัด มีสบงซึ่งเรียกว่าผ้ากลางพรรษาและมีห่อข้าวน้อย ห่อหมาก บุหรี่กลัดติดกันเป็นคู่ๆ พร้อมไปด้วย ชาวบ้านนำสำรับไปรวมกันที่ศาลาวัด เมื่อจวนได้เวลาถวายเพล หัวหน้าเขียนรายชื่อเจ้าของสำรับทุกสำรับเป็นสลากไว้เพื่อถวายพระจับ ชาวบ้านถวายสำรับแด่พระภิกษุสามเณรที่จับได้ชื่อตน ส่วนห่อข้าวน้อยจะนำไปบูชาตามโบสถ์วิหารหรือตามใต้ต้นไม้บริเวณวัด เพื่อเป็นการอุทศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ตาย เมื่อพระฉันเสร็จยถาสัพพีกรวดน้ำอุทศส่วนบุญให้แก่ผู้ตายเป็นอันเสร็จพิธี
7 ทำบุญกฐิน เมื่อออกพรรษาแล้วจะถึงเทศกาลกฐิน ชาวบ้านจะร่วมใจกันทำความสะอาดบ้านและบริเวณที่ตั้งกฐิน จัดเตรียมผ้าไตรและสิ่งของไว้ในประรำ ตอนหัวค่ำจะมีหมอรำคบงันคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นชาวบ้านจึงพากันนำผ้ากฐินและบริวารไปทอดถวายพระสงฆ์ที่วัด
8 ทำบุญวันสงกรานต์ คืนก่อนวันเนา 1 วัน พระสงฆ์จะนำพระพุทธรูปองค์เล็กมาตั้งบนร้านกลางวัด รุ่งขึ้นเป็นวันเนา เวลาเย็นพวกชาวบ้านพากันเอาดอกไม้ น้ำอบ น้ำหอม ไปประพรมพระพุทธรูป ในวันเนานี้ห้ามมิให้ทำกิจการใดๆ ยกเว้นแต่งานบุญ ไม่เช่นนั้นจะถือเป็นเสนียดจัญไร ต่อแต่นี้ถือเป็นช่วงรื่นเริง มีการประชุมก่อพระทราย เล่นน้ำกัน เก็บดอกไม้ป่าถวายวัด ทำบุญข้าวพันก้อน จัดข้าวเหนียวของหวานใส่ถาด เอาด้ายดิบหรือไหมผูกเป็นสาแหรก ให้ผู้หญิงหามไปถวายวัดต่างๆ (ถวิล ทองสว่างรัตน์, 2527:86-90)

ประเพณีในรอบปี-ไทยญ้อจ.สระเเก้ว

ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง

จัดที่ ต. คลองน้ำใส ต. ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 หรือก่อนออกพรรษา 1 วัน โดยมีความเชื่อกันว่าในสมัยพุทธกาล พระเจ้าปเสนทิโกศล แห่งนครสาวัตถี ได้ถวายปรามาสผึ้งแก่พระพุทธเจ้าในวันออกพรรษาของทุกปี ชาวญ้อเชื่อกันว่า ผู้ที่ถวายปรามาสผึ้งจะได้อานิสงส์ 6 กัณฑ์ คือ เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป มีความรุ่งเรืองในสังคม กอปรด้วยสติปัญญา ความกล้าหาญ สติสัมปชัญญะ และเมื่อตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ (ศิริกมล สายสร้อย “ชุมชนชาวญ้อในอรัญประเทศ” ใน เมืองโบราณ ปีที่30 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2547)

ประเพณีขึ้นเขา

จัดที่คลองน้ำใสในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จุดประสงค์เพื่อนมัสการเจ้าพ่อเขาน้อยบนเขาสีชมพู (หรือ เจ้าพ่อขุนดาบ) ซึ่งสถิตอยู่ที่ปราสาทเขาน้อยสีชมพู เชื่อกันว่าเจ้าพ่อเขาน้อยจะคอยคุ้มครองชาวบ้านคลองน้ำใสให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุก ข้าว น้ำ อุดมสมบูรณ์ พิธีเริ่มจากการนิมนต์พระทุกวัดในตำบลคลองน้ำใสขึ้นไปเจริญพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเพล และในช่วงบ่าย ชาวบ้านจะขนทรายขึ้นเขาเพื่อก่อพระเจดีย์บูชาเขาน้อย (ศิริกมล สายสร้อย “ชุมชนชาวญ้อในอรัญประเทศ” ใน เมืองโบราณ ปีที่30 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2547)

พิธีเลี้ยงผีเทวดา จะจัดทำพิธีในเดือน 4 ของทุกปี มีจุดประสงค์เพื่อมิให้พวกผีตามมารังควาน จะได้อยู่เย็นเป็นสุข และถือโอกาสเป็นการเสี่ยงทายทำนายอนาคตของคนในหมู่บ้านที่ต้องการจะตรวจดวงชะตาด้วย อุปกรณ์และสิ่งของที่ใช้ในพิธี เช่น ไม้หลักทำจากไม้ไผ่ ถาดใหญ่ใส่ข้าวสาร ถ้วยใส่ข้าวเปลือก ไข่ไก่ดิบ 4 ฟอง เหล้า ผ้าขาวปูรองถาด เงินค่าครู เครื่องแต่งกายหญิง 1 ชุด ผู้ทำพิธีหรือร่างทรง จะเลือกพวงมาลัยดอกไม้มาสวมหัวแล้วจึงร่ายรำ แล้วร้องเป็นคำทำนายต่อข้าวของพวงมาลัยนั้น ประเพณีนี้ปัจจุบันไม่ใคร่ทำกันแล้ว ยังเหลือผู้ทำพิธีเพียงสามคน เป็นผู้สูงอายุสองคนและหญิงสาวอีหนึ่งคน (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:147 ; ศิริกมล สายสร้อย “ชุมชนชาวญ้อในอรัญประเทศ” ใน เมืองโบราณ ปีที่30 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2547 )





ประเพณีในรอบปี-ไทยอีสานจ.สระเเก้ว

ประเพณีการเกิด
การตั้งครรภ์ เชื่อกันว่ามีวิญญาณมาปฏิสนธิ พ่อแม่ทุกคนย่อมต้องการวิญญาณของสัตว์บริสุทธิ์มาเกิดด้วย จึงขวนขวายทำบุญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
การคลอด สมัยโบราณหรือในชนบทบางแห่ง เวลาจะคลอด ต้องจัดเตรียมฟาก หรือ กระดานไฟ และต้องให้หมอตำแยมาทำคลอด ทั้งยังต้องหาหมอธรรม หมอผี มากันภูตผี ปีศาจ พรายที่มาเบียดเบียน เวลาคลอดจึงต้องจดจำเวลาตกฟากให้แม่นยำเพราะถือเป็นเวลาสำคัญในการคำนวณอายุเมื่อจะบวชพระ ดูฤกษ์ยาม หรือผูกดวง ทั้งยังต้องสังเกตว่าเวลาตกฟากจะตกคว่ำหรือหงาย เพราะเชื่อว่าถ้าหญิงแท้ต้องตกหงาย ชายแท้ต้องตกคว่ำ ถ้าใครผิดธรรมดาจะเป็นหมัน แต่งงานแล้วไม่มีลูก ดังนั้นเมื่อคลอดออกมาให้เอามือจับองคชาติ (ของลับ) เพื่อต่อไปเด็กจะได้ไม่มีเพศพิกลพิกาล
เมื่อคลอดแล้วผู้ตัดสายรก (สายแฮ่) จะเป็นหมอตำแยหรือผู้อื่นที่มีนิสัยใจคอดี เพราะเชื่อว่าเด็กจะได้นิสัยเช่นเดียวกับผู้ตัดสายรก สำหรับของที่ใช้ตัดสายรกจะใช้ติว (ผิว)ไม้ไผ่ ไม้รวก ไม่ใช้มีด หรือ เหล็ก เขียงรองตัดนั้นใช้ว่านไฟกับก้อนหินที่สะอาดหรือถ่านไฟ ส่วนการฝังสายรก ให้พ่อเด็กหรือผู้มีนิสัยใจคอดีนำไปฝัง นิยมฝังหน้าบ้าน ฝังแล้วก่อไฟสุมไว้ ขณะถือรกไปฝังนั้นให้ถือด้วยมือขวา ไม่นิยมถือมือซ้ายเนื่องจากมีความเชื่อว่าถ้าถือด้วยมือข้างใดเด็กจะถนัดใช้มือข้างนั้น ซึ่งการถนัดด้วยมือซ้ายโบราณไม่นิยมเพราะขวาง
หลังตัดสายรกแล้วให้เด็กนอนในกระด้งที่เตรียมไว้ ซึ่งจะต้องมีสิ่งของเหล่านี้ด้วย ชาย จะมีดินสอ กระดาษวางไว้ข้างที่นอน เมื่อเติบใหญ่จะได้เป็นผู้รู้นักปราชญ์ หญิง จะมีด้ายและเข็ม เมื่อโตขึ้นจะได้ฉลาดในการบ้านการเรือน เย็บปักถักร้อย เมื่อจะเอาเด็กนอนให้บอกผีพราย ผายผีป่า ผีโหงและผีนกเค้าเสียก่อน แล้วเอามือตีกระด้ง 3 ที พร้อมกับกล่าวว่า ฮะ ฮะ ฮะ แล้วค่อยเอาเด็กนอน หลังคลอดแล้วแม่ต้องอยู่ไฟ หรือ อยู่กรรม ถ้าเป็นแม่ใหม่ บางคนต้องอยู่นาน 31 คืน/วัน หรือ 25 คืน/วัน หรือ 21 คืน/วัน แต่อย่างน้อยต้อง 19 คืน/วัน ถ้าอยู่น้อยกว่านี้จะไม่มีน้ำมีนวล เจ็บป่วยง่าย แก่เร็ว คะลำอาหารกินไม่ได้ก็ผิดสำแดง บางคนอาจถึงตาย นอกจากนี้แม่เด็กยังต้องอาบน้ำร้อน กินน้ำร้อน นอนข้างไฟ น้ำอาบให้ต้มด้วยใบหนาด ใบเป้า ใบศรีชมชื่น ต้มเดือดแล้วตักออกมาใส่แอ่งไว้ต่างหาก รอจนอุ่นแล้วจึงอาบห้ามผสมน้ำเย็น ส่วนน้ำกินให้ต้มรากน้ำเต้า แก่นฝางแดงหรือฝางเสน ยาหัว จะได้มีน้ำนม แม่ต้องเว้น (คะลำ) อาหารหลายอย่าง เช่น นกเขา ปลาค้าว ปลาชะโด อาจทำให้แสลง ออกไฟแล้วก็ยังต้องคะลำอยู่ เมื่ออยู่ไฟครบกำหนดแล้วก่อนออกให้รดน้ำมนต์ก่อน ทำน้ำมนต์ดับพิษไฟแล้วหายาตัดกรรมมาต้มกินให้ครบ 3 วัน ให้อาบน้ำเย็นตลอด ส่วนน้ำต้มอาบอยู่กรรมให้เททิ้งให้หมดพร้อมคว่ำไหด้วย (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:164 - 166)

ประเพณีการบวช
คนสระแก้วนิยมให้ลูกหลานบวชเรียน ถือเป็นการอบรมให้รู้หลักนักปราชญ์ รู้จารีตธรรมเนียม และยังเป็นการทดแทนบุพการี ผู้ที่บวชเมื่อสึกแล้ว ชาวบ้านจะเรียก ทิดจารย์ หรือ เซียง นำหน้าชื่อตามฐานะที่ตนบวช และถือว่าเป็นคนสุก เป็นคนดีมีศีลธรรม จะสู่ขอลูกสาวใครก็ไม่มีใครขัดข้อง ครั้นเมื่อมีวัยวุฒิสูง.ขึ้น ก็มักจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำของชาวบ้าน การบวชมีพิธีการที่สำคัญ ดังนี้
การมอบนาค บุตรหลานที่จะบวชต้องนำไปมอบให้เจ้าอาวาสก่อนวันบวช เรียกว่า การเข้านาค หรือ ประเคนนาค หรือมอบนาค ทั้งนี้เพื่อศึกษาการทำวัตร สวดมนต์ ท่องคำขานนาค ทำพินทุ
การปล่อยนาค ก่อนถึงวันบวช 2-3 วัน ให้นาคนำดอกไม้ธูปเทียนไปลาญาติพี่น้องเพื่อสมาลาโทษ (ขอขมา) ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ตอนเคารพนับถือ และสั่งลาชู้สาว (ถ้ามี) หากมีหนี้สินให้ชำระชดใช้เสีย การอนุญาตให้นาคไปนี้ เรียกว่า การปล่อยนาค
สำหรับเครื่องใช้ที่จะนำมาใช้ในการบวช เรียกว่า กองบวช ถ้าบวชเป็นพระภิกษุ เรียกว่า อัฐบริขาร หรือ บริขาร 8 นอกจากนี้ยังมีบริขารที่เป็นเครื่องบริวาร เช่น เสื่อ อาสนะ ร่ม รองเท้าแตะ กาน้ำ กระโถน เป็นต้น
กองบวชถ้ามีหลายกองให้นำมารวมกันที่วัด ตอนเย็นพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เสร็จแล้ว จะบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว กลางคืนมีมหรสพ ตอนเช้าถวายอาหารบิณฑบาต ถ้ามีกองเดียวก็จัดที่บ้านเจ้าภาพ ตอนค่ำนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์ที่บ้าน มีฟังเทศน์ รุ่งขึ้นตอนเช้าทำบุญเลี้ยงพระ แล้วแห่กองบวชออกมารวมกันที่วัด “กองบวชใช้เม็ง คือ เตียงหามออกมา และเตียงนั้นใช้เป็นเตียงนอนของพระบวชใหม่ เมื่อกองเม็งมารวมกันแล้วก็จะบังสุกุลแด่ผู้ตาย จากนั้นจึงสู่ขวัญนาค ที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ เรียกว่า ขันเม็ง”
การสู่ขวัญนาคจะมีพิธีแห่นาครอบศาลาวัดก่อน จะแห่ด้วยช้าง ม้า หรือ รถ ก็ได้ นาคต้องโกนผม โกนคิ้ว นุ่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แห่เสร็จพราหมณ์หรือหมอสวดทำพิธีสู่ขวัญ ผูกแขนนาค เสร็จแล้วนำเข้าพิธีบวชต่อ
พิธีบวช เวลานาคจะเข้าโบสถ์ พ่อของนาคจูงมือซ้าย แม่จูงมือขวา ถ้าไม่มีให้ญาติพี่น้องเป็นผู้จูง ก่อนเข้าโบสถ์ให้นาคนำดอกไม้ ธูปเทียนบูชาเสมาก่อน เข้าโบสถ์แล้วนำธูปเทียนบูชาพระ แล้วกลับมานั่งที่ พ่อแม่ส่งผ้าไตรให้ นาคกราบและรับผ้าไตรจากพ่อแม่ รับแล้วเดินคุกเข่าประนมมือเข้าไปในท่ามกลางสงฆ์ กล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบท พระสงฆ์โดยพระอุปัชฌาย์เป็นประธานจะดำเนินการประกอบพิธีการบวช (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:166 - 168)

ประเพณีการแต่งงาน (การกินดอง)
คำว่า กินดอง “ดอง” นั้นหมายความว่า เป็นกำแพงปิดกั้นภายในไม่ให้ออก ภายนอกไม่ให้เข้า คล้ายๆ กับดองเต่า ดองหอย ดองปู ที่ปิดบังส่วนข้างในไว้ โดยใจความ คือ ให้รู้จักข่มใจไม่ให้ความโกรธ ความโลภ ความหลง หรือความชั่วร้ายในจิตใจปรากฏออกมาภายนอก ให้เห็นแต่ส่วนที่เป็นความดี ผู้ที่แต่งงานเป็นผัวเมียกันนั้น ต้องอยู่ร่วมทุกข์สุข ย่อมมีสิ่งกระทบกระทั่งกันไม่พอใจกันบ้าง ซึ่งต้องรู้จักข่มใจไว้ และต้องรู้จักถนอมน้ำใจกัน ไม่หักหาญน้ำใจกัน การกินดอง มี 2 แบบ ได้แก่ แต่งแล้วชายไปอยู่บ้านหญิง เรียกว่า อวาหมงคล แบบนี้โบราณว่าดีนัก ดังคำว่า เอาลูกเขยมาเลี้ยงพ่อเฒ่าแม่เฒ่า ปานได้ข้าวมาใส่เล้าใส่เยีย อีกแบบคือ แต่งแล้วหญิงไปอยู่บ้านชาย เรียกว่า วิวาหมงคล แบบนี้โบราณว่าไม่สู้ดีนัก ดังคำว่า เอาลูกสะใภ้มาเลี้ยงย่า ปานเอาผีเอาห่ามาใส่เฮือนใส่ซาน การกินดองมีพิธีการดังนี้
การโอม หรือ การหมาย ฝ่ายชายจะต้องจัดเจ้าโคตร ผู้ใหญ่ของตน 2 คน พร้อมพ่อล่ามเป็นผู้ถือขันหมากไปสู่ขอต่อพ่อแม่ฝ่ายหญิง โดยมีขันเงินซึ่งมีเงิน 3 บาทเป็นค่าจ้างไขปากพ่อแม่ของหญิง เรียกว่า เงินไขคำ หรือ เงินไขปากไขคอ ถ้าพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่ยินยอมก็จะไม่ยอมรับขันเงินและของหมาย
การปลูกเรือนหอ จะปลูกที่บ้านฝ่ายหญิง โดยบอกญาติพี่น้องให้มาช่วยกัน ต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว ส่วนอาหารตลอดจนที่นอนสำหรับเลี้ยงญาติฝ่ายหญิงจะเป็นคนจัดการ
พิธีกินดอง มีลำดับของพิธีการ ดังนี้ 1. พิธีสู่ขวัญน้อย ต่างฝ่ายต่างทำพิธีตามฤกษ์ยามที่บ้านของตน 2. พิธีแห่ขันหมาก ฝ่ายชายแห่เครื่องขันหมากมาบ้านฝ่ายหญิง เมื่อถึงบ้านฝ่ายหญิงแล้ว เจ้าโคตรฝ่ายหญิงจะออกมาเชื้อเชิญให้ขึ้นเรือน โดยมีคำซักถามกันตามจารีตประเพณี เมื่อเจ้าโคตรฝ่ายหญิงอนุญาตฝ่ายชายขึ้นเรือน ฝ่ายหญิงจะจัดอาหารมาเลี้ยงดู 3. พิธีสู่ขวัญกับก่าย เป็นพิธีบ่าวสาวเข้าสู่ขวัญด้วยกัน 4. พิธีป้อนไข่ โดยเอาไข่ขวัญมาปอก ใช้เส้นผมผ่ากลาง ครึ่งหนึ่งให้เจ้าบ่าวถือด้วยมือซ้าย อีกครึ่งให้เจ้าสาวถือด้วยมือขวา แล้วให้บ่าวสาวป้อนไข่กัน 5. พิธีสอนใภ้สอนเขย สอนให้รู้จักจารีตในการครองคู่ ฝ่ายชายนำดอกไม้ธูปเทียนขอสมา (สมมา) พ่อแม่เจ้าโคตรฝ่ายหญิง เสร็จแล้วกลับบ้านตนเพื่อขอขั้นตอนพิธีต่อไป 6. ฝ่ายหญิงนำของไปขอสมาเจ้าโคตรฝ่ายชาย เสร็จแล้วกลับบ้านตน 7. พิธีส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว เมื่อเจ้าบ่าวกลับมาอยู่บ้านตนครบ 3 คืน ก็จะได้เวลาส่งตัวเจ้าบ่าว จะส่งตัวประมาณ 2 ทุ่มเศษ เรียก เวลาโฮมสาว หรือ โฮมแลง ฝ่ายหญิงจะคอยต้อนรับและเชื้อเชิญให้ขึ้นเรือน นำอาหารมาเลี้ยงดู 8. พิธีปูที่นอน ผู้เฒ่าเจ้าโคตรฝ่ายหญิงที่มีฐานะดี ความประพฤติดี ไม่เคยหย่าร้างจะเป็นผู้ปูที่นอน โดยปูของผู้ชายให้สูงไว้ทางขวา ผู้หญิงให้ต่ำไว้ทางซ้าย ปูเสร็จให้ทำพิธีนอนก่อน แล้วเปิดประตูให้ชายหญิงออกมานั่งข้างนอกต่อหน้าเจ้าโคตรรับฟังการบอกสอนและมอบตัว 9. พิธีมอบสายเส้น เจ้าโคตรฝ่ายชายจะมอบสายเส้นฝากฝังเจ้าบ่าวให้เป็นลูกเป็นเต้าสืบไป เป็นอันเสร็จพิธี (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:168 – 172)

ประเพณีแห่นางแมว ปีใดฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล ก็จะมีพิธีแห่นางแมวเพื่อช่วยขอฝน ชาวไทยอีสานถือเอาเคล็ดที่แมวร้องในเวลาฝนตกว่าเป็นเหตุให้เกิดฝนตก ชาวบ้านต้องร่วมมือกันสาดน้ำ และทำให้แมวร้องมากที่สุดจึงจะเป็นผลดี ขบวนแห่ไปบ้านใครก็ต้องสาดน้ำลงมา (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:176-177)

พิธีแห่แม่นางด้ง เป็นการทำพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อขอฝนโดยใช้กระด้งเป็นอุปกรณ์สำคัญ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:177)

ประเพณีพิธีแห่ข้าวพันก้อน จะทำพิธีนี้เมื่อมีการทำบุญพระเวสหรือบุญมหาชาติ และเมื่อฝนไม่ตกในฤดูทำนา มีจุดประสงค์เพื่อขอฝน แต่เป็นการขอกับพระรัตนตรัยไม่ได้ขอจากเทวดา (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:178)

ประเพณีบุญบั้งไฟ มาจากความเชื่อว่า พระยาแถน ผู้เป็นเทพเจ้าที่บันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล การทำบุญบั้งไฟเป็นการส่งสัญญาณให้พระยาแถนได้รับทราบว่าถึงฤดูกาลทำนาแล้ว อย่าลืมส่งฟ้าฝนให้ตกตามฤดูกาล เป็นการทดสอบความสามัคคีและสร้างกำลังใจให้กับชาวไทยอีสาน (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:178)

ประเพณีการเลี้ยงปู่ตา มักจะทำระหว่างเดือน 6-7 เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วโดยจะทำพร้อมกันทั้งหมู่บ้าน โดยจะทำที่ ดอนปู่ตา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ปู่ตาสิงสถิตอยู่ ดอนปู่ตาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ห้ามตัดโค่นต้นไม้หรือยิงสัตว์ การนับถือนี้ในเขตชนบทยังคงถือปฏิบัติกันอยู่ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:178-179)

ประเพณีการลงแขก ทำเมื่อมีงาน คือมีงานลงแขก 3 อย่าง ได้แก่ ลงแขกสร้างบ้าน ลงแขกทำนา ลงแขกหาอาหาร เป็นการแสดงความเอื้อเฟื้อต่อกัน งานที่จะต้องลงแขกนั้นมีทั้งงานส่วนตัวและส่วนรวม งานส่วนตัวนั้นมักเป็นงานใหญ่ที่เหลือบ่ากว่าแรง หรือไม่ก็เป็นงานที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:180)

ประเพณีบุญข้าวจี่ ชาวอีสานจะทำข้าวจี่ในเดือน 3 เพื่อไปถวายพระที่วัด การทำข้าวจี่ทำให้เห็นว่าความจนไม่เป็นอุปสรรคในการเอื้อเฟื้อต่อกัน (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:180)

บุญเดือนสี่บุญพระเวส กำหนดเวลาไว้ระหว่างเดือน 4 ข้างแรม ถึงเดือน 5 มูลเหตุจากความหวังในอานิสงส์ของการฟังเทศน์มหาชาติคาถาพันให้จบภายในวันเดียวจะได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริย์ซึ่งเชื่อเป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด มีมนุษยธรรมและความเป็นธรรมในสังคมมากที่สุด (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:180 – 181

ประเพณีทำบุญคูนลาน ทำในเดือนยี่ จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในลานของตน และเพื่อให้ได้ข้าวมากขึ้น โดยจะทำที่ลานนวดข้าว แต่ละคนจะทำไม่พร้อมกัน จะจัดพิธีทำบุญคูนลานในวันที่ข้าวขึ้นยุ้ง (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:181-182)

ประเพณีบุญข้าวประดับดิน ทำวันข้างแรม 14 ค่ำ เดือน 9 เป็นการให้ทานแก่ผีบรรพบุรุษ เรียกว่า เปรตพลี และเพื่อเลี้ยง พระภิกษุสงฆ์ เรียกว่า เทวดาพลี
(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:176–181)

สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม เขตเทศบาลสระแก้ว (สระแก้ว)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.ตาพระยา (สระแก้ว)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.โคกสูง (สระแก้ว)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.เขาฉกรรจ์ (สระแก้ว)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.คลองหาด (สระแก้ว)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.อรัญประเทศ (สระแก้ว)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม เทศบาลอรัญประเทศ (สระแก้ว)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.วัฒนานคร (สระแก้ว)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.วังสมบูรณ์ (สระแก้ว)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.วังน้ำเย็น (สระแก้ว)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.เมืองสระแก้ว


วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ปฏิทินวัฒนธรรม จ.จันทบุรี

หนังตะลุง

หนังตะลุงที่เล่นใน จ.จันทบุรี ยังพบอยู่ที่ ต.โขมง อ.ท่าใหม่ และที่เขตเทศบาล อ.ขลุง (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์นายกามนิต ดิเรกศิลป์ และ เจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี วันที่ 13/9/49)

สงกรานต์วัดใหม่

งานประเพณีสงกรานต์ที่วัดใหม่ เทศบาลตำบลวัดใหม่ ต.ตลาด อ.เมือง เป็นงานสงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่และมีความโดดเด่น มีการรวบรวมการละเล่นพื้นบ้านต่างๆ ที่หาดูได้ยากมาแสดง อาทิ การละเล่นสะบ้า มีการเทศน์มหาชาติ กวนข้าวทิพย์ (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์นายกามนิต ดิเรกศิลป์ และ เจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี วันที่ 13/9/49)

สงกรานต์บ้านสำโรง

ประเพณีสงกรานต์ ของชาวบ้านสำโรง ต.ทรายขาว อ.สอยดาว จ.จันทบุรี

มีลักษณะพิเศษต่างจากที่อื่นๆ คือ มีการจัด 2 กิจกรรม ก่อนถึงวันสงกรานต์ 4-5 วัน จะมีการเรียกเจ้าเข้าทรงแก้บนกับพระยาเสาร์ (พระยาเสาร์เป็นผู้นำของบ้านสำโรงในอดีต เป็นผู้มีวิชาอาคมมาก มีความกล้าหาญ มีความยุติธรรม และ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วชาวบ้านจึงได้ตั้งศาลเอาไว้ ชาวบ้านมีความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ของพระยาเสาร์) นับเป็นการแสดงออกถึงเรื่องของตำนาน ความเชื่อ และปะเพณี พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตผู้คนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และอีกกิจกรรมหนึ่งคือ ในวันที่ 16 เมษายนจะมี "การตักบาตรหนองฆ้อง" และ "การจับมาร" ซึ่งเป็นการละเล่นดั้งเดิมของบ้านสำโรง

(จากหนังสือพิมพ์ บ้านเมือง ฉบับประจำวันที่ 13 เม.ย. 2548 หน้า 5 โดย สกว. หัวข่าว ตำนานความเชื่อประเพณีพิธีกรรม สงกรานต์ ที่สังคมชายขอบจันทบูรณ์)

การเล่นสะบ้า

จังหวัดจันทบุรีมีการละเล่นสะบ้ากันมานาน เดิมนิยมเล่นกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในช่วงเทศกาลตรุษสงกรานต์ นอกจากจะเล่นเพื่อความสนุกสนานแล้วยังมีการแข่งขันกันอีกด้วย ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมและหาผู้ที่เล่นได้น้อยมาก เทศบาลจันทบุรีจึงพยายามฟื้นฟูการละเล่นนี้ขึ้นมาใหม่ โดยจัดให้มีการแข่งขันสะบ้าทุกปีช่วงสงกรานต์ และพบได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่วัดใหม่ เทศบาลตำบลวัดใหม่ ต.ตลาด อ.เมือง (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:111-112)

ละครเท่งตุ๊ก

การแสดงละครเท่งตุ๊กเป็นการแสดงที่มีมาในจ.จันทบุรีหลายสิบปีแล้ว ชื่อของการแสดงน่าจะมาจากเสียงกลองเท่งตุ๊กเวลาที่ใช้ประกอบการแสดง ผู้แสดงส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง ยกเว้นตัวตลกอาจใช้ผู้ชายแสดงก็ได้ แต่เดิม เรื่องที่ใช้แสดงมักมีเนื้อหาเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านหรือเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นเรื่องราวอิงชีวิตประจำวันเกี่ยวกับการอิจฉาริษยาซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน หรือ อาจดัดแปลงเนื้อเรื่องให้เป้นไปตามบุคคลหรือตามความต้องการของผู้จัดหาไปแสดง

ละครเท่งตุ๊กใช้แสดงได้ทุกโอกาส เครื่องดนตรีที่ใช้ คือ กลองเท่งตุ๊ก โทน ฉิ่ง ฉาบเล็ก กรับ ปัจจุบันมีการนำระนาดมาร่วมบรรเลงด้วย

คณะที่แสดงในปัจจุบันยังมีอยู่หลายคณะแถบบ้านบางกะไชย ต.บางกะไชย อ.แหลมสิงห์ บ้านปากน้ำ ต.ปากน้ำแหลมสิงห์ อ.แหลมสิงห์ และบ้านชำห้าน ต.ปากน้ำแหลมสิงห์ อ.แหลมสิงห์ ได้แก่

1. คณะ ส.บัวน้อย 2. คณะชวนชื่น

3. คณะ ส.แจ่มจำรัส 4. คณะสำราญศิลป์

5. คณะถนอมจิต ศิษย์เจริญ 6. คณะเปรมฤทัย วัยรุ่น

7. คณะ น.นาคเจริญ 8. คณะขวัญใจเจริญศิลป์

9. คณะชัยเจริญพร 10. คณะไชยเจริญศิลป์

(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:118-119)



เท่งตุ๊ก หรือละครชาตรีคล้ายกับการแสดงมโนราห์ของทางปักษ์ใต้ เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบด้วยโทน 2 ใบและกล่องตุ๊กใบหนึ่ง ฉิ่ง ฉาบ ต่างจากละครชาตรีภาคกลางที่ใช้เครื่องดนตรีมากชิ้นกว่า เรื่องที่ใช้เล่นแต่เดิมเล่นเฉพาะนิทานพื้นบ้าน เช่น สังข์ทอง พระรถเมรี ไกรทอง แต่ปัจจุบันเสริมให้มีเรื่องราวอิงชีวิตประจำวันมากขึ้น ในเมืองจันทบุรี เท่งตุ๊กยังเล่นอยู่ในงานแก้บน และงานทิ้งกระจาดตามที่ต่างๆ ที่มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: ความเป็นมาของอำเภอสำคัญในประวัติศาสตร์ภาคตะวันออก และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หน้า 56)

เพลงผีหิ้ง

เป็นเพลงที่ร้องเมื่อมีการเล่นผีหิ้ง เป็นเป็นชุดเพลงประกอบการเล่นผีหิ้ง มีหลายเพลงเช่น เพลงเชิญเจ้า เพลงแขนอ่อน เพลงเรือ เพลงหนีช้าง เพลงหนุ่มน้อย เพลงเถื่อนช้าง (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:115)

เพลงตำขนมจีน

เพลงตำขนมจีน หรือ เพลงผีครกและผีกระด้ง เพลงตำขนมจีน เป็นเพลงปฏิพากย์ ร้องโต้ตอบระหว่างชายหญิงระหว่างรวมกลุ่มกันทำงาน และ บอกประวัติและขั้นตอนในการทำขนมจีน เพราะสมัยก่อนจะทำขนมจีนเป็นเรื่องยากต้องใช้คนมาก จึงได้มีการคิดการร้องแบบนี้ขึ้นกันความเบื่อหน่าย (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:114-115) == = = = = เพลงผีครก (ขาดรายละเอียดว่าคืออะไร) = = = = =เพลงผีกระด้งใช้ร้องประกอบการเล่นผีกระด้งตอนฝัดข้าว ปัจจุบันเหลือเพลงแห่งเดียวที่ บ้านบางสระเก้า ต.บางสระเก้า อ.แหลมสิงห์ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:114-115)

ลำสวด

ลำสวดลำสวดเป็นการร้องลำนำตามจังหวะการปรบมือ และเครื่องดนตรีประเภทเครื่องประกอบจังหวะ เช่น กลอง กรับ ฉิ่ง และมีการร่ายรำให้เข้ากับจังหวะอีกด้วย ลำสวดเป็นการแสดงที่นิยมเล่นกันในงานศพเท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออยู่เป็นเพื่อนกับญาติมิตรของผู้ตายที่ต้องเฝ้าอยู่ในงานศพ มีทำนองร้อยหลายทำนอง เช่น เพลงลำพื้น เพลงลูกทุ่ง เพลงละคร บางเพลงฯ บทร้องอาศัยจากบทเพลงพื้นเมือง นิทาน ตำนาน บทละคร หรือบทเพลงลูกทุ่งที่นิยมกัน แล้วนำมาดัดแปลงเนื้อร้องตามแต่ความถนัดของผู้แสดง บทละครที่นิยมนำมาใช้ ได้แก่ ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี สังข์ทอง เนื่องจากลำสวดเป็นการละเล่นที่เล่นกันเฉพาะในงานศพเท่านั้น การถ่ายทอดจึงต้องหาสถานที่ที่มิใช่ในบ้านของตนเอง เช่น สวนนอกบ้าน หรือที่วัด เป็นต้น ปัจจุบันพบที่บ้านบางสระเก้า ต.บางสระเก้า อ.แหลมสิงห์ บ้านบางกะจะ ต.บางกะจะ อ.เมือง บ้านเสม็ดโพธิ์ศรี ต.โขมง อ.ท่าใหม่ และทุกหมู่บ้านใน ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ และทุกหมู่บ้านใน ต.ตะกาดเง้า อ.ท่าใหม่ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:114)

เพลงหงส์

เป็นเพลงที่มีความเกี่ยวข้องการผลิต ชาวบ้านใช้ร้องเล่นกันตอนลงแขกนวดข้าว ปัจจุบันไม่มีการละเล่นนี้แล้ว แต่ยังคงเหลือพ่อเพลงแม่เพลงที่ ต.บางสระเก้า อ.แหลมสิงห์ ที่ ต.ตะปอน อ.ขลุง ที่บ้านป่าใต้ ต.ท่าช้าง อ.เมือง และที่ บ้านคลองนารายณ์ ต.คลองนารายณ์ อ.เมือง (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:114)

ประเพณีทิ้งกระจาดเมืองจันทน์

จัดให้มีช่วงประมาณเดือน 9 หรือเดือน 10 ณ ศาลเจ้าพ่อแหลมสิงห์ งานทิ้งกระจาดที่มีชื่อเสียงอีก 2 แห่ง คือ งานทิ้งกระจาดที่ศาลเจ้าตลาดล่าง เทศบาลเมืองจันทบุรี ต.วัดใหม่ อ.เมือง และ ศาลเจ้าบ้านหนองจอก ต.ยายร้า อ.ท่าใหม่ ประเพณีนี้มีการทำบุญตักบาตรและเซ่นไหว้วิญญาณผีไม่มีญาติด้วยอาหารคาวหวานต่างๆ ในบางปีจัดให้มีมหรสพของชาวจันทบุรีที่เรียกว่า "เท่งตุ๊ก" ซึ่งมีลักษณะคล้ายมโนราห์ของชาวปักษ์ใต้ด้วย (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: ความเป็นมาของอำเภอสำคัญในประวัติศาสตร์ภาคตะวันออก และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หน้า 56)

ประเพณีทอดผ้าป่าโจร

เป็นการทอดผ้าป่ารูปแบหนึ่งการทอดผ้าป่าโจรจะกระทำบริเวณทางสามแพร่งหรือบริเวณที่พระออกบิณฑบาต เพื่อถวายเครื่องใช้แก่พระที่ขาดผ้าบังสุกุล ผู้ที่จะทอดผ้าป่าจะต้องเตรียมผ้าขาวย้อมสีกรัก (หมายถึงสีที่ได้จากแก่นขนุนที่เคี่ยวเป็นก้อน เวลาใช้ก็นำไปต้มจะละลายน้ำเป็นสีสำหรับย้อมผ้าได้) เข็ม ด้าย และบริวารของผ้าป่านั้น ขึ้นอยู่กับความศรัทธาของผู้ที่จะทอดว่าจะมากน้อยก็ได้ ในการจัดต้องทำภายในครอบครัวหรือญาติพี่น้องที่นับถือเท่านั้น เวลาที่ใช้ในการทอดผ้าป่าโจรจะทำกันในวันใกล้รุ่ง คือก่อนที่พระจะออกบิณฑบาตนำสิ่งของเครื่องใช้ที่จัดเตรียมนั้น ไปวางไว้ที่ทางสามแพร่งหรือที่พระจะผ่านบิณฑบาต และจุดธูปบออกเป็นระยะ (หากเป็นที่โล่งเตียนไม่ต้องจุดธูปบอกก็ได้) พระรูปใดพบเห็น ท่านจะไปยังที่วางกองผ้าป่า และเมื่อพระรูปใดพบกองผ้าป่าก็จะเป็นสิทธิของพระรูปนั้นทันที เดิมเคยมีประเพณีนี้ที่หมู่บ้านสามผาน ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ แต่ปัจจุบันไม่มีการสืบทอดแล้ว (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:152)

ประเพณีทำบุญส่งทุ่ง

ประเพณีทำบุญส่งทุ่งจะทำหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ประมาณเดือนมกราคม เพื่อเป็นการขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่ช่วยอำนวยความอุดมสมบูรณ์ และอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้มีพระคุณที่ได้ล่วงลับไปแล้วประเพณีทำบุญส่งทุ่งยังคงพบได้ที่หมู่บ้านตะปอนน้อย ต.ตะปอนน้อย อ.ขลุง บ้านเสม็ดงาม ต.หนองบัว อ.เมือง และบ้านชาติไทย ต.ชาติไทย กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ (ในท้องถิ่นอื่นๆของจันทบุรีก็มีทำเหมือนกันแต่รายละเอียดอาจต่างกันออกไป)
ในสมัยพุทธกาลมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการทำบุญของพระโกณฑัญญะกับสุภัททะปริพาชก เกี่ยวกับเรื่องการทำบุญ คือทุกขั้นตอนในการทำนา โกณฑัญญะจะทำบุญทุกครั้ง ซึ่งผลของกาทำบุญนี้ทำให้โกญฑัญญะได้เป็นสาวกเบื้องต้นของพระพุทธเจ้า ส่วนสุภัททะทำนาเสร็จทุกขั้นตอนจึงจะทำบุญครั้งเดียว เมื่อใกล้วันที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน สุภัททะเกิดความสงสัยจึงขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อถามข้อข้องใจเกี่ยวกับการทำบุญ พระพุทธเจ้าจึงเทศนาให้ฟัง ทำให้สุภัททะขอบวชและสำเร็จเป็นพระอรหันต์องค์สุดท้าย ดังนั้นชาวพุทธส่วนใหญ่จะทำสิ่งใดแล้วจะต้องทำบุญก่อนเสมอเพื่อเป็นมิ่งขวัญและศิริมงคล ในการทำบุญส่งทุ่งของชาวตะปอนน้อยนี้ จะทำกันหลังทำนาเสร็จแล้วเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้มีพระคุณ เมื่อกำหนดวันทำบุญแล้ว ชาวนาทุกคนจะพร้อมกันที่ศาลากลางทุ่ง โดยตอนเย็นจะนิมนต์พระมาสวดพระพุทธมนต์เย็น หลังจากพิธีทางศาสนาเรียบร้อยเเล้ว ชาวบ้านที่ยังไม่กลับจะพากันเล่นการละเล่น เช่นรำวง แม่ศรี ฯลฯ แม่ศรีที่ละเล่นในที่นี้เป็นแม่ศรีลอบ ถ้าแม่ศรีเข้าลอบของใครจะทำให้ลอบนั้นดักปลาได้มาก การเข้าทรงแม่ศรีลอบนี้ ชาวบ้านจะต้องเตรียมลอบของตนมาในพิธีด้วย

(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:151)

ประเพณีทำบุญกลางทุ่ง

ประเพณีทำบุญกลางทุ่งจัดมีขึ้นเพื่อบวงสรวงเจ้าที่ที่สิงสถิตอยู่ในทุ่งนาเพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อความสามัคคี โดยจะนิมนต์พระมาสวดมนต์เย็นกลางทุ่ง ตอนเย็นชาวบ้านจะช่วยมาทำอาหาร(เช่น ข้าวหลาม ขนมจีน ข้าวหมาก) ตอนเช้าจึงนำอาหารที่เตรียมไว้ไปถวายพระและถวายเพล อาหารที่เหลือจะนำไปแจกจ่ายเพื่อนสนิทมิตรสหาย (ที่บ้านสามผานเรียกประเพณีนี้ว่า ทำบุญส่งเปรต ที่บ้านตะปอนน้อยเรียกทำบุญส่งทุ่ง)ประเพณีทำบุญกลางทุ่งยังคงพบได้ที่หมู่บ้านพลูยาง ต.สีพยา อ.ท่าใหม่ บ้านสามผาน ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ และบ้านสีพยา ต.สีพยา อ.ท่าใหม่(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:151-152)

ประเพณีชักกะเย่อเกวียนพระบาท

โดยประเพณีชักเย่อเกวียนพระบาทเป็นประเพณีดั้งเดิมเป็นของหมู่บ้านตะปอนน้อย ต.ตะปอน อ.ขลุง มีการทำพระบาทจำลองด้วยผ้ากว้าง 5 ศอก ยาว 21 ศอก ประกอบไปด้วยรอยพระบาท 4 รอย (รอยที่ 1 เป็นรอยของ "พระกุตสันโธ" รอยที่ 2 เล็กลงมาเป็นรอยของ "พระโคนาดม" รอยที่ 3 เป็นรอยของ "พระกัสสปะ" และรอยที่ 4 เป็นรอยเล็กที่สุดเป็นรอยของ "พระพุทธโคดม"(พระพุทธเจ้า)) ทั้งนี้รอยพระบาท 4 รอย ซ้อนกันอยู่บนผ้าผืนเดียว(ผ้านำมาจากวัดช้างไห้ จ.ปัตตานี) คนในสมัยก่อนเชื่อว่ารอยพระบาทนี้สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ ปีใดเกิดภัยธรรมชาติ ข้าวยากหมากแพงหรือมีโรคระบาดก็จะนำพระบาทนี้ใส่เกวียนประดับตกแต่งไปแห่แหน มีการตีกลอง ฆ้อง โหม่ง ดังสนั่นไปทั้งหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านเห็นขบวนแห่ผ่านมาก็ยกมือสาธุด้วยความปิติยินดี นำพวงมาลัย ดอกไม้ ข้าวสารมาถวาย ภายหลังจากที่มีพิธีแห่ปัญหาที่ชาวบ้านประสบก็บรรเทาเบาบางลง ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธารอยพระพุทธบาทกันมากจึงให้มีการสืบทอดประเพณีติดต่อกันมากทุกปี ภายหลังเปลี่ยนจากการแห่เกวียนพระบาทมาเป็นการชักเย่อแทน โดยถือเอาวันสำคัญคือหลังวันสงกรานต์ประมาณ วันที่ 15 เมษายนของทุกปี แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ชาย-หญิง อยู่คนละข้าง นำเชือกผูกติดกับเกวียนขณะที่ 2 ฝ่ายออกแรงดึงเชือก คนตีกลองที่อยู่บนเกวียนจะตีกลองรัวจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ ใครชนะก็ถือว่าลากพระบาทได้ ฝ่ายแพ้ก็จะขอแก้ลำเป็นที่สนุกสนานมาก หลังจากวันสงกรานต์ชาวบ้านจะนำรอยพระบาทไปบำเพ็ญตามทางแยกเข้าหมู่บ้านต่างๆ แห่งละ 1-2 วัน นับตั้งแต่หมู่บ้านตะปอนน้อยไปจนถึงหมู่บ้านหนองเสม็ด เพื่อเป็นการฉลองพระบาทหลังสวดพุทธมนต์ ประชาชนจะนำเกวียนที่มีรอยพระบาทนั้นมาชักเย่อ รุ่งขึ้นเช้าจะมีการทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์เป็นอันเสร็จพิธี (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544: 150 ; เอกสารสรุปผลการสัมมนาเรื่องราวตำบลตะปอน มปป. มปท. หน้า 23-24)

นมัสการรอยพระพุทธบาทบนเขาคิชฌกูฎ

เขาคิชฌกูฎจันทบุรี ตั้งอยู่ที่ ต.พลวง กิ่ง อ.เขาเขาคิชฌกูฎ เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานแล้วกว่า 200 ปี จากความศรัทธาที่มนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติ ผู้ที่เดินทางมานมัสการต่างได้พบกับความศักดิ์สิทธิ์ของรอยพระพุทธบาท และได้รับความสดชื่น จากบรรยากาศบนยอดเขาคิชฌกูฏ เมื่อถึงเดือน 3 ของทุกจะเริ่มเปิดให้ขึ้นไปนมัสการในวันขึ้น 1ค่ำ ถึงขึ้น 15ค่ำ เดือน 3 ของ ทุกปี แต่มาระยะหลังนี้เริ่มเป็นที่รู้จักของคนที่มีความเลื่อมใสศรัทธาทั้งชาวไทยและต่างประเททศ จึงได้เปิดเวลาให้นมัสการมากขึ้น กล่าวคือในปีพ.ศ. 2536 เปิด 30 วัน ปี 2537 เปิด 45 วัน และในปี 2538 เป็นต้นมา เปิดให้นมัสการ 60 วัน และยังคงเปิดให้นมัสการเดือน 3 เหมือนเดิม เมื่อถึงวันนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฎ จะมีพุทธศาสนิกชนที่มีความศรัทธาเดินทางขึ้นไปบนเขาเพื่อนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นจำนวนมากจากทั่วสารทิศ นอกจากนี้ยังจะไได้พบกับธรรมชาติอื่นๆที่มีเรื่องราวน่าอัศจรรย์เช่นหินลูกพระบาท บ่อน้ำมนต์ บ่อยา ถ้ำฤาษี ถ้ำเต่า ถ้ำสำเภา ถ้ำช้าง และยังเป็นการพิสูจน์ศรัทธาเเรงกล้าจากพุทธศาสนิกชนอีกด้วย (จากหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉ.ประจำวันที่ 7 ก.พ. 2548 หน้า 13 โดย สาธิต ภิรมย์สมบัติและหนึ่ง เเซะจอหอ ; คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:150)

ประเพณีการตักบาตรเทโวชาวบางกะจะ

การตักบาตรเทโวของชาว ต.บางกะจะ อ.เมืองจันทบุรี เป็นประเพณีที่ให้ชาวพุทธได้ระลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลกมาโปรดพระมารดา แต่ของชาวบางกะจะจะเพิ่มจุดประสงค์เข้าไปอีกคือตักบาตรถวายสมเด็จพระเจ้าตากสินและไพร่พลที่มาพักพลที่บ้านบางกะจะในอดีตเมื่อคราวกอบกู้เอกราช ครั้งที่ 2

การตักบาตรเทโวของชาว ต.บางกะจะ เริ่มด้วยการนิมนต์พระสงฆ์มารับบิณฑบาต โดยเดินจากวัดโบสถ์บางกะจะถึงวัดพลับ เนื่องจากทางเดินจากวัดโบสถ์บางกะจะมีพื้นที่ลาดเอียงไปจนจรดวัดพลับ โดยสมมติว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ ในวันตักบาตรเทโวนั้นมีการอัญเชิญพระพุทธรูป 1 องค์ ประดิษฐานบนล้อเลื่อนมีบุษบกและมีบาตรตั้งอยู่หน้าพระพุทธรูป มีคนลากนำหน้าพระสงฆ์เดินตาม ชาวบ้านจะเตรียม ธูปเทียน ข้าวสาร อาหารแห้ง เพื่อใส่บาตร บางปีมีชาวบ้านแต่งตัวเป็นพระอินทร์เดินนำหน้าขบวน ตามด้วยนางฟ้านางสวรรค์โปรยข้าวตอกดอกไม้แก่ผู้มาตักบาตรและยมบาล ตามท้ายด้วยขบวนกลองยาวเพิ่มความสนุกสนานร่าเริง (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:149)

สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.ท่าใหม่ (จันทบุรี)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.สอยดาว (จันทบุรี)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.โป่งน้ำร้อน (จันทบุรี)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.นายายอาม (จันทบุรี)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.มะขาม (จันทบุรี)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.แหลมสิงห์ (จันทบุรี)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.เขาคิชฌกูฏ (จันทบุรี)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.ขลุง (จันทบุรี)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.แก่งหางแมว (จันทบุรี)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม เทศบาลเมืองจันทบุรี


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.เมืองจันทบุรี


ปฏิทินวัฒนธรรม จ.ตราด

ประเพณีทำบุญส่ง ปล่อยเรือน้ำไหล

ประเพณีทำบุญส่ง ปล่อยเรือน้ำไหล เป็นประเพณีจัดในเดือนเมษายน ช่วงสงกรานต์ หรือหลังวันสงกรานต์ ของชาว อ.คลองใหญ่ การจัดงานจะมี 2 วัน ก่อนวันงานชาวบ้านจะช่วยกันต่อเรือเล็ก ยาวประมาณ 1 เมตร สำหรับใส่ข้าวปลาอาหาร ข้าวปลาอาหารแห้งทั้งหลายที่ใส่ในเรือเชื่อกันว่าเป็นการเซ่นไหว้ผีและเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย บางแห่งมีการก่อกองทราย มีการตกแต่งประดับกองทรายให้สวยงามด้วยดอกไม้ ประพรมน้ำหอมกองทราย ในวันรุ่งขึ้น เป็นวัน ปล่อยเรือ จะมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้า พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จุดประทัด แล้วจึงปล่อยเรือ ในวันนี้จะมีการสรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ หลังจากถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ชาวบ้านรับประทานอาหารร่วมกัน บางแห่งมีการแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน เช่นชุมชนบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จัดให้มีการวิ่งวิบาก ชักคะเย่อ วิ่งกระสอบ ปิดตาตีหม้อ ส่งยาง มวยทะเล ส่วนในภาคกลางคืน มีการรับประทานอาหาร ร้องเพลงร่วมกัน (ชลพรรษ โภคสมบัติ, 2548 : 180)

งานศาลเจ้าแม่ทับทิม

งานศาลเจ้าแม่ทับทิม (เจ้าแม่คลองใหญ่) จัดทุกๆ ปีในวันขึ้น 8 ค่ำเดือน 12 ตามปฏิทินจีน เป็นระยะเวลา 5 วัน 5 คืน ถือเป็นงานเทศกาลประจำปีของชาว อ.คลองใหญ่ จ.ตราด มีการจัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2507 เป็นต้นมา

เจ้าแม่ทับทิม หรือ เจ้าแม่คลองใหญ่เป็นที่เคารพนับถือของราษฎรอ.คลองใหญ่ โดยเฉพาะชาวประมง ก่อนออกเรือจะต้องบนบานให้เจ้าแม่คลองใหญ่ คุ้มครองให้ปลอดภัย และให้จับสัตว์น้ำให้ได้มาก ส่วนผู้ที่ค้าขายก็บนบานศาลกล่าวขอให้ค้าขายร่ำรวย (ชลพรรษ โภคสมบัติ, 2548 : 179-180)

งานผลไม้และของดีเมืองตราด

งานผลไม้ และของดีเมืองตราด
จัดขึ้นประมาณปลายเดือนพฤษภาคม หรือต้นเดือนมิถุนายนของทุกปีที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ การออกร้านจำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์การเกษตร มีการประกวดผลไม้ต่าง ๆ และผลไม้แปรรูป การแข่งขันกินผลไม้ และมีการแสดงมหรสพตลอดงาน (ข้อมูลจากwww.tat.or.th)

การบวงสรวงเจ้าเกาะช้าง

การบวงสรวงเจ้าเกาะช้าง
เจ้าเกาะช้างหรือบางคนเรียก องค์โค้ หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ เชื่อว่าหากชาวประมงหรือผู้เดินทางผ่านไปมาไม่บอกกล่าวหรือพูดคำหยาบจะทำให้ประสบอันตรายนานาประการ แม้แต่ชาวบ้านเมื่อต้องการให้ฝนตกก็จะบนเจ้าเกาะช้างด้วยเครื่องสังเวย คือ ข้าวเหนียวเปียกแดง 3 บาท ปัจจุบันผู้ที่เดินทางผ่านไปมาจะยกมือไหว้บอกกล่าวให้องค์โค้ช่วยคุ้มครอง (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:153)

เทศกาลงมหอยแม่บ้าน

เทศกาล งมหอยแม่บ้าน
จัดโดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่ ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมืองตราด ในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:218)

พิธีบูชาโต๊ะวารี

พิธีบูชาโต๊ะวารี

โต๊ะวารี หมายถึง ผู้ใหญ่ใจดีที่มากับน้ำ (โต๊ะ หมายถึง ผู้ใหญ่ ลุง ปู่ใจดี วารี หมายถึง น้ำ) พิธีบูชาโต๊ะวารี เป็นความเชื่อของกลุ่มชาวมุสลิมเกี่ยวกับบุคคลในเรื่องปาฏิหาริย์และความศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่พึ่งทางใจ เมื่อทำพิธีบูชาเสร็จจะหยิบทรายโปรยลงบนศีรษะเพื่อเป็นสิริมงคล โดยทั่วไป ทำให้แต่ละปีจะมีการกราบไหว้ 2 ครั้ง คือ ช่วงออกบวชประมาณเดือนมกราคม และช่วงฮัจย์ หลังออกบวช 100 วันการทำพิธีจะทำกันในสถานที่ที่กำหนด มีสิ่งแสดงความเชื่อที่เป็นตัวแทนของโต๊ะวารีตั้งไว้ ปัจจุบันสถานที่ที่ใช้ทำพิธี มีการสร้างแท่นคอนกรีตครอบขอนไม้ไว้แล้วคลุมด้วยทรายสีขาวละเอียด ความเป็นมาของพิธีบูชาโต๊ะวารี มีอยู่ว่า สมัยที่การคมนาคมยังไม่สะดวก จังหวัดตราด
ติดต่อกับจังหวัดหรือหัวเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพ โดยใช้ทางทางทะเล ในแต่ละวันจะมีเรือสำเภานำสินค้าจากรุงเทพมาขายใน จ.ตราด และนำสินค้าจากที่นี่ไปขายยังกรุงเทพ ครั้งหนึ่ง มีชายวัยกลางคน หน้าตาท่าทางใจดี สวมเสื้อธรรมดาแต่โพกศีรษะด้วยผ้าได้ขออาศัยเรือสำเภามายัง จ.ตราด ในเรือลำนั้นมีลูกเรือจำนวนกว่า 10 คน แต่ละครั้งมักจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด ทุกคนต้องใช้น้ำอย่างประหยัด แต่ชายที่ขออาศัยมาด้วยกลับใช้น้ำหมด ทำให้ลูกเรือโมโหมากและคิดจะเข้าทำร้าย ชายคนนั้นจึงได้ใช้เท้าราน้ำแล้วบอกว่า น้ำทะเลจืด แต่ไม่มีใครเชื่อ แต่มีลูกเรืออยู่คนหนึ่งลองชิมน้ำทะเลดูจึงรู้ว่าน้ำได้กลายเป็นน้ำจืด ทั้งหมดต่างพากันประหลาดใจ พากันกราบไหว้ชายผู้นั้นแม้จะถูกร้องห้ามเพราะตนเองนับถือศาสนาอิสลามจะมากราบไหว้ไม่ได้ แต่ลูกเรือทั้งหมดไม่มีใครฟัง ชายผู้นั้นจึงกระโดดลงจากเรือพร้อมแสดงปาฏิหาริย์เดินบนผิวน้ำบริเวณบ้านแหลมมะขาม อ.แหลมงอบ จ.ตราด หลังจากนั้นพ่อค้าและลูกเรือที่ผ่านไปมาบริเวณนี้จะกราบไหว้ขอพร “โต๊ะวารี” ซึ่งหมายถึง ผู้ใหญ่ใจดีที่มากับน้ำ (โต๊ะ หมายถึง ผู้ใหญ่ ลุง ปู่ใจดี วารี หมายถึง น้ำ) นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปาฏิหาริย์อีกหลายเรื่องที่เป็นลักษณะของการพูดอะไรจะได้อย่างนั้น เช่น บอกว่าสินค้าภายในเรือเป็นเกลือ ทั้งที่เป็นน้ำตาล ในที่สุดสินค้านั้นก็กลายเป็นเกลือจริง ๆ เป็นต้น ปาฏิหาริย์เหล่านี้เป็นที่กล่าวขานของชาวมุสลิม (หลังไปเมกกะ) (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:153-154)

งานวันวีรกรรมทหารเรือไทย

งานวันวีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง

เป็นงานฉลองจัดขึ้นเพื่อระลึกถึงการทำยุทธนาวีของกองทัพเรือไทย จัดขึ้นในวันที่ 17-21 หรือ 23 มกราคม ของทุกปี บริเวณอำเภอแหลมงอบ และเกาะช้าง ในงานนี้ มีการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารเรือไทยที่ได้สละชีพปกป้องแผ่นดินไทยในครั้งนั้น และมีการแสดงนิทรรศการของกองทัพเรือ และส่วนราชการต่าง ๆ มีมหรสพสมโภชน์ตลอดงาน(www.tat.or.th)

งานตราดรำลึก

งานตราดรำลึก
จัดขึ้นในวันที่ 23-27 มีนาคม ของทุกปี ณ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บริเวณศาลากลางจังหวัดตราด ต.บางพระ อ.เมืองตราด จ.ตราด ในงานนี้จะมีริ้วขบวนเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองตราด การประกวดสุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน การจำหน่ายสินค้า และผลิตภัณฑ์การเกษตร การแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน และความบันเทิงอีกหลายรูปแบบ (www.tat.or.th)

เพลงขอทานจ.ตราด

เพลงขอทานจังหวัดตราด

เพลงขอทาน คือ เพลงที่ทำนองเพลงและเนื้อหา ประกอบด้วยผุ้ร้องคือ พ่อเพลงแม่เพลง บางครั้งรวมกันเป็นคณะเพลงซึ่งมีจำนวนคนประมาณ 8-10 คน มีพ่อเพลงแม่เพลงเป็นหลัก ที่เหลือเป็นลูกคู่คอยรับ เพลงขอทานจังหวัดตราดเริ่มมีครั้งแรกเมื่อใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้ง แต่มีการร้องมานานแล้ว หากสันนิษฐานเบื้องต้นตามอายุของพ่อเพลงแม่เพลงเท่าที่สืบค้นกลับไปได้ หากยังมีชีวิตอยู่ก็จะมีอายุราว 150 ปี ดั้งนั้นจึงมีผู้สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเพลงขอทาน จังหวัดตราดน่าจะมีอายุราว 150-200 ปี เพลงขอทานจังหวัดตราดมีที่มาจากประเพณี “รำภาข้าว” หรือ “ภาข้าว” ในช่วงตรุษไทยราวเดือน 5 ประเพณีรำภาข้าว (ดู ประเพณีรำภาข้าว)

การร้องเพลงขอทานมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้ไปทำนุบำรุงพระศาสนา เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถไปร่วมทำบุญที่วัดได้ สามารถทำบุญได้โดยบริจาคผ่านคณะเพลง นอกจากนี้ยังเป็นไปเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์และแทนคุณบรรพบุรุษที่เคยเป็นพ่อเพลงแม่เพลงมาก่อน อีกทั้งเป็นการสืบทอดประเพณีการร้องเพลงขอทานให้คงอยู่สืบไป ดังเช่น แม่เพลงจำปา กสิพร้อง บุตรพ่อเพลงชอบ ชะนา พ่อเพลงขอทานวัดท่าพริก หรือ พ่อเพลงเอี้ยม สงวนหงษ์ บุตรแม่เพลงรวด สงวนหงษ์ เป็นต้น
ปัจจุบันการร้องเพลงขอทานคงเหลือเพียงบางหมู่บ้านในอำเภอเมืองเท่านั้น ชาวบ้านจะรวมตัวกันร้องสำหรับบอกบุญคนทั้งในและนอกหมู่บ้านเพื่อนำสิ่งของที่ได้ไปถวายวัดโดยมากจะร้องกันหลายวันตั้งแต่เริ่มเข้าวันสงกรานต์ คือ วันที่ 13 เมษายน เรื่อยไปจนถึงวันฉลองพระทราย แต่บางชุมชน อาทิ ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมือง จะร้องเมื่อวัดขาดแคลนปัจจัย ดั้งนั้นใน 1 ปีจึงอาจร้องมากกว่าหนึ่งครั้ง หรือในเขตอำเภอคลองใหญ่ซึ่งเป็นเขตที่มีคนจีนอาศัยอยู่มาก ก็จะมีการร้องเพลงขอทานในช่วงเทศกาลตรุษจีนซึ่งเป็นวันปีใหม่ของจีนด้วย
ในอดีตมักจะร้องเพลงขอทานกันในเวลากลางคืนเพราะเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านอยู่บ้านและแดดไม่ร้อน แต่ปัจจุบันได้ปรับมาเป็นเวลากลางวันเพื่อสะดวกในการเดินทางและความปลอดภัย สำหรับเนื้อหาของเพลงนั้นมีความหลากหลาย มีทั้งพรรณนาความเดือนร้อนของวัด ยกพระธรรมคำสอน บางก็ร้องเป็นเรื่องราวต่างๆ ในวรรณคดี ปัจจุบันประเพณีดังกล่าวจะยังปรากฏอยู่ได้ก็ด้วยพ่อเพลงแม่เพลงเป็นปัจจัยสำคัญดังคณะวัดสุวรรณภักดี บ้านทุ่งไก่ดัก ต.ท่ากุ่ม อ.เมือง คณะวัดท่าพริก อ.เมือง เป็นต้น (อภิลักษณ์ เกษมผลกูล “เพลงขอทาน จังหวัดตราด จากพลังแห่งศรัทธาสู่การพัฒนาชุมชน”, 2548 หน้า 82-90)


ประเพณีรำภาข้าว

ประเพณีรำภาข้าว รำภาข้าว เป็นการรำเพื่อเรี่ยไรข้าวสารเข้าวัด ในอดีตนั้นชาวบ้านจะนิมนต์พระสงฆ์ขึ้นไปบนเกวียนที่เทียมด้วยควายคู่ ในบางชุมชนจะใช้พระสงฆ์ปลอม คือ ให้ชาวบ้านยืมจีวรพระมาปลอมเป็นพระทั้งที่ยังมีผมเต็มศีรษะ ส่วนควายในขบวนพิธีจะสวมกระดึงที่คอเพื่อให้ทราบว่าเป็นควายในขบวนพิธี ในขบวนจะประกอบด้วยชาวบ้านที่ติดตามมากับเกวียนเพื่อเรี่ยไรข้าวสารเข้าวัด การไปรำภาข้าวนิยมไปในตอนกลางวันและสิ้นสุดเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ขณะที่เดินก็มักจะร้องเพลงที่ตนถนัดไปด้วย เช่น เพลงฉ่อย เพลงโหง (ช้าเจ้าหงษ์) เมื่อได้ข้าวมาก็จะไปขายที่โรงสีเพื่อนำเงินไปใช้ในการตระเตรียมงานเทศน์มหาชาติประจำปีของวัดในราวเดือน 6 โดยจะใช้จ่ายเลี้ยงต้อนรับผู้ที่จองบูชากัณฑ์เทศน์รวมถึงผู้ที่มาร่วมงาน ซึ่งถือเป็นงานใหญ่เป็นเป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้าน
ประเพณีรำภาข้าวของชาวจังหวัดตราดนั้นต่อมาได้มีการพัฒนาขึ้น เริ่มมีการร้องเพลงระหว่างการเดินทาง เพื่อมิให้เงียบเหงาจนเกินไป โดยใช้คำประพันธ์ง่ายๆ เช่นเดียวกับเพลงพื้นบ้านอื่นๆ ต่อมาชาวบ้านถือเอาเทศกาลสงกรานต์เป็นโอกาสในการร้องเพลงขอทานแทนเทศกาลตรุษไทย ทั้งนี้เนื่องจากเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างจากการทำนา และถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าจะไม่ประกอบงานใดในช่วงเวลาดังกล่าว ดั้งนั้นจึงมีการชักชวนกันร้องเพลงขอทานออกเรี่ยไรในหมู่บ้าน
แต่เนื่องจากเพลงรำภาข้าวสารเป็นเพลงที่มีจังหวะการร้องช้า ไม่มีดนตรีประกอบ จึงทำให้ชาวบ้านบางหมู่บ้านดัดแปลงเพลงให้มีจังหวะที่สนุกสนานมากขึ้น โดยได้นำทำนอง “เพลงขอทาน” มาใช้ในการบอกบุญแทนทำให้เกิดความนิยมและแพร่หลายมากขึ้นในจังหวัดตราด อย่างไรก็ดีบางหมู่บ้านก็ยังคงรักษาเพลงรำภาข้าวสารไว้ เช่น ที่ตำบลวังกระแจะ ตำบลห้วยแร้ง เป็นต้น เนื่องจากถือคติว่าเพลงขอทานเป็นเพลงของพวกวณิพกอาจดูไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการบอกบุญ ดังนั้นจึงปรากฏว่าบางหมู่บ้านจะบอกบุญด้วยเพลงรำภาข้าวสาร บางหมู่บ้านบอกบุญด้วยเพลง (อภิลักษณ์ เกษมผลกูล “เพลงขอทาน จังหวัดตราด จากพลังแห่งศรัทธาสู่การพัฒนาชุมชน”, 2548 หน้า 82-90)

ปฏิทินวัฒนธรรมจ.ตราด

ประเพณีแต่ละเดือน (ประเพณีส่วนสังคม)

เดือน 5 ตรงกับประเพณีตราสงกรานต์ ถือเป็นวันปีใหม่ มีการทำบุญฉลองทราย (เป็นอุบายที่บรรพบุรุษสอนลูกหลานขนทรายไปคืนวัด) โดยก่อนวันทำบุญฉลองทราย 1 วัน ชาวบ้านจะช่วยกันขนทรายมาก่อเป็นเจดีย์ บางวัดหลังการทำบุญ ชาวบ้านจะชวนกันเล่นสะบ้าล้อ หรือ สรงน้ำพระผู้ใหญ่ ชวนกันไปรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ นอกจากนี้บางหมู่บ้านยังมีประเพณีขอทานโดยชาวบ้านจะเดินขอทานไปตามหมู่บ้านของตนเองและหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อนำเงินถวายวัด มีการ้องเพลง ใช้เครื่องดนตรีประกอบให้เข้าจังหวะ เมื่อได้รับทานแล้วก็จะมีบทร้องให้พรแก่ผู้ที่ให้ทาน


เดือน 5 ต่อ เดือน 6 มีเทศน์มหาชาติ ชาวบ้านจะนำผลไม้มาตกแต่งบริเวณพิธี สมมุติให้เป็นป่าหิมพานต์ ในคืนวันก่อนเทศน์มหาชาติต้องนิมนต์พระมาเทศน์คาถาพัน (เทศน์มหาชาติเป็นภาษาบาลี) ใช้เทียน 1,000 เล่ม บูชาคาถาพันและทำน้ำมัน น้ำมนต์ วันรุ่งขึ้นทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ พระเทศน์ เมื่อเสร็จผู้ร่วมพิธีจะนำผลไม้ไปกิน นำน้ำมนต์ไปดื่มไปทา เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

เดือน 6 ขึ้น 15 ค่ำ วันวิสาขบูชา ตอนเช้าพร้อมใจไปวัด ตอนค่ำทุกวัดจัดเวียนเทียนและแสดงธรรมแก่ประชาชน ในเดือนนี้ยังมีประเพณีทำบุญถวายสลากภัต ของที่ถวายมักเป็นผลไม้ในเรือกสวนไร่นาของตน (เนื่องจากเป็นฤดูผลไม้) พร้อมจัดอาหารคาวหวานไปทำบุญด้วย สอดคล้องกับผลผลิตในท้องถิ่นตามฤดูกาล


เดือน 7 ขึ้น 5 ค่ำ สารทขนมจ้าง ชาวบ้านจะห่อขนมจ้างไปไหว้บรรพบุรุษ โดยใช้ข้าวเหนียวขาวแช่กับน้ำด่างที่ได้จากขี้เถ้าไม้โกงกาง แล้วนำมาห่อด้วยใบเละ เป็นรูปสามเหลี่ยมมีสี่มุม มัดเป็นพวง แล้วนำไปต้มให้สุก จิ้มน้ำตาลอ้อย หรือใส่น้ำเชื่อมรับประทาน ช่วงนี้ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองจะมีประเพณีแข่งเรือด้วย *** เป็นประเพณีของคนจีน ขนมที่ว่ามีลักษณะคล้ายข้าวต้มน้ำวุ้นที่กินกับน้ำแข็งใส แต่ใบที่ใช้ห่อต่างกัน ข้าวต้มน้ำวุ้นใช้เข็มกลัดกลัด แต่ขนมที่ว่าใช้เชือกมัดแต่ละลูกเข้าเป็นพวง ลักษณะการมัดเหมือนบ๊ะจ่าง เป็นช่วงเวลาที่คนจีนไหว้บ๊ะจ่างพอดี แต่นับตามแบบจีน (ขึ้น 5 ค่าเดือน 5 ตามจันทรคติจีน ในปี 2549 นี้ ตรงกับ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 7 ของไทย) สารทขนมจ้างของตราดกับสระแก้วต่างกัน ที่จ. สระแก้ว ขนมจ้างหมายถึงบ๊ะจ่าง และทำในเดือนปีแบบจีน (ขึ้น 5 ค่าเดือน 5 ตามปฏิทินจีน) แต่ตราดนับแบบไทย (บ๊ะจ่าง เป็นคำภาษาจีนหมายถึงขนมจ้างที่ใส่เนื้อ ส่วน ขนมจ้างที่ไม่ใส่เนื้อ นำไปต้มให้สุก จิ้มน้ำตาลอ้อย หรือใส่น้ำเชื่อมรับประทาน เรียกว่า “กีจ่าง”)

เดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำ วันอาสาฬหบูชา ตอนเช้าพุทธศาสนิกชนจะทำบุญตักบาตร ฟังธรรม รักษาศีล ตอนค่ำเวียนเทียน


เดือน 9 กลางเดือน เทศกาลสารทจีน คนจีนไหว้บรรพบุรุษด้วยขนมมัดไต้ ขนมเทียน ซาแซ โง้วแซ ชิกแซ (ไหว้ด้วยของคาว 3 อย่าง 5 อย่าง 7 อย่าง) คนไทยไปทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษ ตามความเชื่อ การเซ่นไหว้ไม่ใช้อาหารประเภทแกงเพราะมีรสเผ็ดร้อน


เดือน 10 สิ้นเทศกาลสารทไทย เดิมชาวบ้านจะกวนกระยาสารทเพื่อไปถวายพระตามประเพณีโบราณ เทศกาลนี้ชาวบ้านเชื่อว่า ยมบาลจะถือศีล 3 วัน ปล่อยให้เปรตและวิญญาณทั้งหลายเป็นอิสระ มีโอกาสได้รับส่วนบุญ พุทธศาสนิกชนพร้อมใจไปทำบุญที่วัด และบังสุกุลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ส่วนผสมของกระยาสารททำจากพืชหัวและผลไม้มากมาย มีสรรพคุณในการรักษาโรคภัยที่มักเป็นในเดือนนี้ด้วย (*** ช่วงหลังสารทจีน จะมีช่วงเทกระจาด จะปรากฏลักษณะความเชื่อแบบเดียวกับที่ปรากฏข้างต้น คือ ปล่อยให้เปรตและวิญญาณเป็นอิสระ มีโอกาสได้รับส่วนบุญ ช่วงเวลาใกล้เคียงกับสิ้นเทศกาลสารทไทยพอดี)
ปลายเดือน 10 ถึงเดือน 11 พิธีทำขวัญไหว้แม่โพสพ ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่ข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง ชาวนาจะทำพิธีไหว้แม่โพสพโดยนำเฉลวไปมัดกับไม้ระกำที่ปักในนาพร้อมกับเครื่องเซ่นไหว้ ให้ผู้หญิงเป็นผู้ทำพิธีกล่าวเชิญแม่โพสพ เป็นความเชื่อที่ชาวนาแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อแม่โพสพที่ช่วยดูแลข้าวในนาของตน


เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ วันออกพรรษา และเป็นวันปวารณาตัวของพระสงฆ์


เดือน 11 แรม 1 ค่ำ หลังวันออกพรรษา 1 วัน ตรงกับวันตักบาตรเทโว เป็นการจำลองเหตุการณ์เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ เชื่อกันว่าในวันนี้พระพุทธเจ้าต้องการเปิดโลกทั้ง 3 โลก ได้แก่ สวรรค์ มนุษย์ และนรก


เดือน 12 ขึ้น 15 ค่ำ วันลอยกระทง กานลอยกระทงเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาจากอดีตโดยเชื่อว่า ใช้กระทงนำเครื่องบูชาไปบูชารอยพระพุทธบาท ณ ริมฝั่งแม่น้ำนันทามหานที และขอขมาพระแม่คงคา


เดือนยี่ต่อเดือนสาม เทศกาลตรุษจีน ชาวจีนจะเตรียมขนมและเครื่องเซ่นไหว้ สำหรับไหว้เจ้า เจ้าที่ และบรรพบุรุษ การไหว้เจ้าและเจ้าที่ ใช้ขนมมัดไต้ ขนมเทียน ขนมเข่ง ซาแซ โง้วแซ ชิกแซ ตามฐานะ และผลไม้มงคล ส่วนการไหว้บรรพบุรุษ ใช้ข้าวสี่ถ้วย สำรับอาหารคาวหวาน ขนมมัดไต้ ขนมเทียน ขนมเข่ง ผลไม้ เพื่อแสดงความกตัญญู โดยเชื่อว่าบรรพบุรุษจะคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข ทำมาค้าขึ้น

(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:159-163)

ประเพณีการแต่งงาน(จ.ตราด)

ประเพณีการแต่งงาน
การแต่งงานของชาวตราดที่มีความพิเศษ คือ พิธีหมั้น ในขันหมากจะมีขาหมู ซึ่งเป็นขาหน้าข้างขวา ส่วนขันหมากวันแต่ง จะมีขาหมู ซึ่งเป็นขาหลังข้างขวา ขนมสำคัญในขบวนขันหมากวันแต่ง คือ ขนมเปียก (กาละแม) และข้าวเหนียวกวน (ข้าวเหนียวแดง) (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:223-224)

ประเพณีการบวช(จ.ตราด)

ประเพณีการบวช

กุลบุตรชาว จ.ตราด ที่นับถือศาสนาพุทธ จะต้องเข้ารับการอุปสมบท นิยมจัดงาน 3 วัน คือ วันสุกดิบ วันอุปสมบท และ วันฉลองพระบวชใหม่ ก่อนอุปสมบท จะมีการทำบุญ “ข้าวเหนียวแก้ว” หลังบวชแล้ว จะการฉลองพระบวชใหม่ มีการจัด “บายศรีปากชาม” พร้อมข้าวตอกดอกไม้ ปักเทียนไว้ 1 เล่ม และทำบุญ “ข้าวเหนียวเหลือง” ของทั้ง 3 คือ ข้าวเหนียวแก้ว เทียนที่ปักไว้ และ ข้าวเหนียวเหลือง ล้วนมีนัยยะทางความหมายทั้งสิ้น (ข้าวเหนียวแก้ว หมายถึง ผู้บวชมีความพร้อมและศรัทธาในพระพุทธศาสนาด้วยความบริสุทธิ์ทั้ง กาย วาจา และใจ; เทียนที่ปักไว้ 1 เล่มที่บายศรีนั้น พระบวชใหม่จะเป็นผู้จุดตอนเริ่มพิธีฉลอง หมายถึง แสงสว่าง แห่งปัญญาที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป; ข้าวเหนียว เหลือง หมายถึง ผู้อุปสมบทได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์แห่งบวรพุทธศาสนาแล้วด้วยความบริสุทธิ์ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:157, 222)

ประเพณีการจัดงานศพ(จ.ตราด)

ประเพณีการจัดงานศพ
ถ้าคนในครอบครัวป่วยหนัก ญาตินิยมนิมนต์พระมาสวดเจริญอายุจนครบ 3 เย็น รุ่งขึ้นจะถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์เพื่อให้ผู้ป่วยพบพระ รับศีล ฟังธรรมให้จิตใจสงบ และเชื่อว่าเมื่อเสียชีวิตลงวันใดจะไปสู่สุคติภูมิ
การจัดงานศพนิยมตั้งศพไว้ที่บ้าน ถ้าเป็นศพผู้สูงอายุจะจัดให้อย่างสมเกียรติโดยหาช่างฝีมือมาทำ "ร้านม้า" เป็นฐานรองรับโลงศพ จำนวน 3 5 หรือ 7 ชั้น ตามฐานะของผู้ตาย แต่ละชั้นของร้านม้าจะฉลุกระดาษสีเป็นลายไทยประดับประดาอย่างสวยงาม ในงานบำเพ็ญกุศลศพ เจ้าภาพจะจัดถวายอาหารเช้า-เพลแด่พระภิกษุสงฆ์ทุกวัน กลางคืนมีสวดอภิธรรม หลังพระสวดอภิธรรมเสร็จ จะมีการสวด “พระมาลัยสูตร” หรือ “ฎีกามาลัยสูตร” คืนสุดท้ายนิยมสวด “คิริมานนท์สูตรแปล” หรือ “สวดสังคหะ” และเลี้ยงแขกด้วยขนมปลากริม อาหารที่ไม่นิยมเลี้ยงในงานศพ ได้แก่ ขนมจีน หน่อไม้ ทุเรียน เนื่องจากมีความเชื่อว่า ของที่มีเส้นยาวจะทำให้มีการตายติดต่อกันยืดยาวและของที่เป็นหนาม มีหน่อจะทิ่มแทงให้คนที่อยู่ข้างหลังไม่มีความสุข

(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:159, 224-225)

ประเพณีการเกิด(จ.ตราด)

ประเพณีการเกิด
ผู้หญิงตั้งครรภ์ มีคำสอนที่ต้องปฏิบัติสืบต่อกันมา คือ ระหว่างตั้งครรภ์ต้องทำจิตใจให้ผ่องใส ทำบุญให้ทาน สวดมนต์เจริญภาวนา แผ่เมตตาและตั้งจิตอธิษฐานให้ลูกมีอาการครบ 32 ว่านอนสอนง่าย เฉลียวฉลาด ห้ามหญิงตั้งครรภ์พูดตำหนิคนที่มีข้อบกพร่องต่าง ๆ เช่น คนพิการ รูปร่างไม่สมประกอบ เพราะเชื่อว่าจะได้ลูกอย่างนั้น ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามนั่งคาบันได (ทำให้คลอดลูกยาก) ระมัดระวังเรื่องการพูดจา กิริยามารยาท และอาหารการกิน (ไม่กินมากไป ไม่กินของหมักดอง อาหารรสจัด ห้ามกินเผือกมัน)
เมื่อคลอดลูกแล้วต้องเอารกออกให้หมดก่อนจึงจะตัดสายสะดือได้ (เพราะรกเปรียบเสมือนปอดเด็ก) เสร็จแล้วนำเด็กไปทำความสะอาด ช่วงนี้จะมีญาติผู้ใหญ่เอากระด้งที่ปูด้วยผ้ามารับเด็ก ถ้าเป็นเด็กชายจะใส่สมุดดินสอไว้เพื่อให้เด็กจะได้เรียนเก่ง ถ้าเป็นเด็กหญิงจะใส่เข็มด้ายเพื่อให้เป็นแม่ศรีเรือน คนที่เอากระด้งมารับจะเรียกว่า “แม่ทูนหัว” เมื่อลูกพ้นท้องแล้ว หมอตำแยจะเอายาประสะผิวมะกรูดเป็นยาขับเลือดให้แม่กิน ส่วนรกนั้นเอาเกลือโรยแล้วห่อผ้าไปฝังที่ใจกลางเตาไฟใต้แคร่ที่แม่อยู่ไฟ ซึ่งเรียกว่า หม้อรก หม้อราก หรือนำใส่หม้อดินไปฝังไว้ใต้ต้นไม้ที่มีมงคลนาม เช่น ต้นขนุน เป็นที่มาของคำว่า “รกราก” (หรือ ถิ่นที่เกิดนั่งเอง) แม่ต้องอยู่ไฟ 7-9 วัน เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น การอยู่ไฟจะต้องมียันต์ตรีนิสิงเหผูกสายสิญจน์ล้อมรอบบริเวณห้องอยู่ไฟ คนไปเยี่ยมห้ามพูดว่าร้อน และไม่ให้ทักเด็กว่าน่ารัก
หลักคลอดแม่ต้องงดของแสลงอย่างน้อย 4 เดือน ได้แก่ ของหมักดอง มะนาว ข้าวเหนียว ฯลฯ ถ้าไม่งดเมื่ออายุมากจะเกิดผลเสียต่อร่างกาย ถ้าอยู่ไฟน้อยวันเกินไป เมื่อเห็นฝนตั้งเค้าจะมีอาการหนาวสั่น เมื่อเด็กสะดือหลุดแล้ว ให้ใช้พิมเสนโรยรักษาแผลสะดือ ส่วนสายสะดือให้เก็บไว้เวลาเด็กปวดท้องให้เอาสายสะดือมาฝนกับเหล้าให้เด็กกิน เมื่อมีลูกคนต่อไปให้นำสายสะดือไปเก็บไว้ด้วยกัน โดยเชื่อว่าเด็กจะรักและมีความสามัคคี (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:155-157)

สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.เกาะกูด (ตราด)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.เกาะช้าง (ตราด)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.เขาสมิง (ตราด)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.คลองใหญ่ (ตราด)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.บ่อไร่ (ตราด)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.แหลมงอบ (ตราด)


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อ.เมืองตราด


สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม เทศบาลเมืองตราด